"เกษตรกรร้องกวาง" เมืองแพร่ เตรียมความพร้อม ปลูกกัญชงและ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกัญชา พ.ศ.2562 เพื่อเกษตรกรสู่" "กัญชาทองคำเขียว"

ภูมิภาค12 ส.ค. 2562 • 09:48 น.
"เกษตรกรร้องกวาง" เมืองแพร่ เตรียมความพร้อม ปลูกกัญชงและ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกัญชา พ.ศ.2562 เพื่อเกษตรกรสู่" "กัญชาทองคำเขียว"
วันนี้ (12 ส.ค.2562) ณ ห้องประชุม อบต.ตำบลน้ำเลา อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ผศ.ดร.อานนท์ แสนน่าน ประธานสมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย พท.กฤตนัน พันธุ์อุดม กรรมการสภาแพทย์แผนไทย นายเศรษฐภัทร์ นิตยสิทธิวรากุล ประธานเครือข่ายเมืองสมุนไพรนาคราช นางธนภัทร พันธวาส ประธานเครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไทย นางสุมาลี สะสม ประธานสมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาจังหวัดแพร่ และ นายธีระชัย ผาทองชัย ประธานฟาร์มสุขใจวิสาหกิจเพื่อสังคมจังหวัดแพร่ ร่วมประชุมทำความเข้าใจกับทางเกษตรกรร้องกวาง อ.ร้องกวาง จ.แพร่ และเตรียมความพร้อม ปลูกกัญชงและ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกัญชา พ.ศ.2562 เพื่อเกษตรกรสู่ "กัญชาทองคำเขียว" ผศ.ดร.อานนท์ แสนน่าน ประธานสมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย เปิดเผยว่า การปลูกกัญชง มีการจัดระบบการปลูกเฮมพ์ ภายใต้ระบบควบคุมให้มีปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนา บินอล (Tetrahydrocannabinol – THC) ต่ำกว่า 0.3 % และวิธีการตรวจสอบหาปริมาณ THC ซึ่งเป็นกลไกการควบคุมและกำกับดูแลการปลูกกัญชงจากภาครัฐ ที่ได้กำหนดการขออนุญาตปลูก พื้นที่ปลูก และให้ใช้ประโยชน์ได้เฉพาะตามที่ได้รับอนุญาต และต้องมีการตรวจวัดปริมาณสาร THC ของกัญชงที่ปลูก ต้องไม่เกิน ร้อยละ 1.0 ต่อน้ำหนักแห้ง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำกัญชงไปใช้ในทางที่ผิด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชงให้มากขึ้นด้วย ผศ.ดร.อานนท์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ในปี พ.ศ.2561 มีพื้นที่ปลูกกัญชงที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว จำนวน 4 จังหวัด 8 อำเภอ ได้แก่ อ.สะเมิง ,อ.ฝาง ,อ.แม่วาง อ.แม่แจ่ม และ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ , อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย , อ.สองแคว จ.น่าน และ อ.พบพระ จ.ตาก และอยู่ระหว่างยื่นขออนุญาตจาก อย. จนถึงขณะนี้ มีจำนวน 5 จังหวัด 5 อำเภอ ได้แก่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ , อ.ร้องกวาง จ.แพร่ , อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ , อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ,และ อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น ทั้งนี้มีพื้นที่อนุญาตมีไว้ครอบครอง จำนวน 1 จังหวัด ได้แก่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งจะต้องอบรมชี้แจงทำความเข้าใจกลไกการทำงานในพื้นที่ทั้ง 2 ระดับ ให้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีการขออนุญาตได้ "กัญชง” ควรค่ากับสมญานามคำว่าพืชมหัศจรรย์ กัญชง คือพืชพื้นบ้านที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมชาวเขาภาคเหนือมาตั้งแต่อดีตกาล โดยเฉพาะชาวเขาเผ่าม้ง (Hmong) ที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับกัญชงตั้งแต่เกิดจนตาย ชาวม้งจึงรู้จักปลูกกัญชงและสั่งสมภูมิปัญญาในการใช้ประโยชน์จากกัญชงมายาวนานตั้งแต่บรรพบุรุษ ในภาษาม้ง เรียกกัญชงว่า "หมั้ง” หรือ "ม่าง” ชาวม้งเชื่อว่าเทพเจ้าหรือเย่อโซ๊ะ เป็นผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ และได้ประทานพันธุ์พืชให้มนุษย์ได้ใช้ ซึ่งก็คือ "หมั้ง หรือ กัญชง” นั่นเอง ชาวม้งใช้ใบกัญชงแทนใบชา ใช้เมล็ดเป็นยารักษาโรคและเป็นยาบำรุงเลือด โดยเคี้ยวเมล็ดสดๆ เพื่อเป็นยาสลายนิ่ว ใช้เปลือกมาทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม และเครื่องใช้สอยในชีวิตประจําวัน ในคติความเชื่อชาวม้ง เชื่อว่า "กัญชง” เป็นเสมือนสะพานเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์ โลกของเทพเจ้า และโลกของบรรพบุรุษ ถือเป็นของมงคล ชาวม้งจึงลอกเส้นใยจากเปลือกกัญชง นำมาทำเป็นสายสิญจน์ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น ผูกมือให้กับเด็กที่เกิดใหม่ ใช้ในพิธีอัวเน้งหรือพิธีเข้าทรง ซึ่งเป็นงานประเพณีสำคัญของชาวม้ง นำมาทอเป็นเสื้อผ้าใส่ในงานมงคลและวันปีใหม่ แม้แต่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายรวมถึงรองเท้าของชาวม้งที่เสียชีวิต ล้วนทําจากใยกัญชงทั้งสิ้น ด้วยความเชื่อว่า จะสามารถเดินทางไปสู่สวรรค์และสื่อสารกับวิญญาณบรรพชนได้ หากไม่ใส่เสื้อผ้าที่ทอจากใยกัญชงแล้ว วิญญาณของผู้นั้นจะต้องล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมาย ดังนั้น กัญชงจึงเป็นพืชดั้งเดิมที่ใช้ประโยชน์ตามประเพณีและวัฒนธรรมของชนเผ่าม้งมานานแล้ว ด้วยกัญชงมีลักษณะใกล้เคียงกับกัญชา จนคนทั่วไปแทบจะแยกไม่ออก รัฐจึงมีนโนบายห้ามปลูกกัญชงในประเทศไทย ทำให้ชาวม้งเสียอาชีพไป อีกทั้งชาวม้งในประเทศไทยยังต้องสั่งซื้อผ้าใยกัญชงเพื่อใช้ในพิธีกรรมจากม้งประเทศลาว เมื่อผ้าใยกัญชงกลายเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการ ผลผลิตจากประเทศลาวไม่เพียงพอ ม้งลาวจึงต้องไปรับซื้อผ้าจากม้งแถบจีนยูนนานแม่ค้าชาวม้งจึงต้องเดินทางไปแลกเปลี่ยนซื้อขายใยกัญชง จนกลายเป็นเครือข่ายเชื่อมการค้าขายระหว่างลาว จีน และไทย ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคเหนือ ทรงผลักดันให้มีการศึกษาและส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไทยภูเขาได้ปลูกกัญชง เพื่อใช้ในครัวเรือนและจำหน่ายเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้จากงานหัตถกรรม มูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จึงได้ศึกษาวิจัยสายพันธุ์กัญชงที่มีสารเสพติดต่ำ จนสามารถขึ้นทะเบียนรับรองพันธุ์และทดลองปลูกกัญชงในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน ตาก และ เพชรบรูณ์.