“ปิยะรัฐชย์” ลุยระยอง รับฟังเสียงเกษตรตะวันออก จ่อปรับ “ปุ๋ยคนละครึ่ง”–ขยายตลาดผลไม้
รมช.เกษตรฯ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากผู้ปฏิบัติงานจริง ทั้งตลาดผลไม้ ต้นทุนปัจจัยการผลิต และโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เตรียมรวบรวมข้อมูลปรับแนวทางให้ตรงกับพื้นที่
วันที่ 11 กันยายน 2569 ที่ห้องประชุมศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และนายรัฐ คลังแสง ที่ปรึกษา รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับฟังปัญหาและข้อเสนอจากหัวหน้าส่วนราชการ เกษตรจังหวัด และหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อนำข้อมูลจากการปฏิบัติงานจริงไปปรับแนวทางและผลักดันการแก้ไขในระดับนโยบาย

นายปัญญา ประดิษฐสาร ผอ.สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จ.ระยอง กล่าวว่า ภาคตะวันออกมีพื้นที่การเกษตรประมาณ 7.36 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ปลูกข้าวเกือบ 2 ล้านไร่ และมีไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะทุเรียนประมาณ 780,000 ไร่ และมังคุดประมาณ 170,000 ไร่ การบริหารจัดการผลไม้ โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก จึงเป็นประเด็นสำคัญของพื้นที่

นายปัญญาเสนอให้ภาครัฐเพิ่มช่องทางและตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ เนื่องจากทุเรียนภาคตะวันออกประมาณ 70% ส่งออกไปต่างประเทศ และส่วนใหญ่มุ่งตลาดจีน ขณะที่ต้นทุนปัจจัยการผลิตเพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับราคาพืชผล พร้อมเสนอให้พิจารณาเพิ่มค่าเบี้ยเลี้ยงของเกษตรตำบลในการจัดทำงบประมาณปี 2571

ด้าน น.ส.สุดา ยาอีด เกษตรจังหวัดนครนายก สะท้อนปัญหาการดำเนินโครงการปุ๋ยคนละครึ่งในพื้นที่ว่า เกษตรกรให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการ แต่บางรายมีข้อจำกัดด้านเงินสดสำหรับการร่วมจ่าย ทำให้ต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากสหกรณ์หรือร้านค้า ขณะที่จุดให้บริการบางพื้นที่มีจำกัด ส่งผลให้เกษตรกรต้องเดินทางไปรับปุ๋ย

น.ส.ปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า จะนำข้อมูลจากพื้นที่ไปหารือเพื่อปรับรูปแบบโครงการปุ๋ยคนละครึ่งในระยะต่อไป โดยแนวทางที่กำลังพิจารณาคือ ให้สหกรณ์รวบรวมคำสั่งซื้อจากเกษตรกร แล้วประสานการกระจายปุ๋ยไปยังสหกรณ์ในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถรับปุ๋ยได้ใกล้พื้นที่มากขึ้น พร้อมจัดทำข้อมูลความต้องการใช้ปุ๋ยให้สอดคล้องกับชนิดพืชและฤดูกาลผลิต
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือถึงภาระงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะงานทะเบียนเกษตรกร ซึ่งต้องใช้บุคลากร เวลา และงบประมาณในการดำเนินงาน พร้อมเสนอให้ปรับระบบการทำงานเพื่อลดภาระดังกล่าว และให้เจ้าหน้าที่สามารถมุ่งเน้นภารกิจด้านการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรได้มากขึ้น
น.ส.ปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า ต้องการรับฟังปัญหาจากผู้ปฏิบัติงานโดยตรง เพื่อนำข้อมูลไปประสานผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องตลาด ปัจจัยการผลิต งบประมาณ และภาระงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อผลักดันแนวทางแก้ไขให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่และเกษตรกร