- โฆษณา -

เฝ้าระวังขั้นสุด! นักวิชาการเตือน “ปลาหมอคางดำ” เสี่ยงลามจากลำปาวสู่ลุ่มน้ำชี-มูล

ภูมิภาค10 ก.ย. 2569 • 14:54 น.
เฝ้าระวังขั้นสุด! นักวิชาการเตือน “ปลาหมอคางดำ” เสี่ยงลามจากลำปาวสู่ลุ่มน้ำชี-มูล

วิกฤตซ้ำรอย! "ปลาหมอคางดำ" บุกเขื่อนลำปาว จากคลองสมุทรสงคราม สู่หัวใจอีสาน นักวิชาการเตือนสัญญาณอันตรายก่อนถึง "แม่น้ำโขง" แหล่งน้ำหล่อเลี้ยง 60 ล้านชีวิต ชี้ชัดนี่ไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมชาติ แต่คือ "ฝีมือมนุษย์" ที่อาจนำไปสู่หายนะทางชีวภาพระดับภูมิภาค

วันที่ 10 กันยายน 2569 ที่อาคารประมง สาขาเทคโนโลยีการประมง คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ได้มีการประชุมกลุ่มย่อยนักวิชาการด้านการประมง เกี่ยวกับปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่เขื่อนลำปาว และจากการติดตามการระบาดของ "ปลาหมอคางดำ" เอเลี่ยนสปีชีส์ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับระบบนิเวศลำคลองและวิถีชีวิตชาวประมงชายฝั่งในจังหวัดสมุทรสงคราม ก่อนลุกลามไปยังภาคใต้ กำลังกลายเป็นวิกฤตระดับชาติรอบใหม่ ล่าสุดมีการยืนยันการพบปลาชนิดนี้ใน เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของลุ่มน้ำโขง อาจนำไปสู่หายนะทางชีวภาพระดับภูมิภาค

ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ นักวิชาการจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า นี่คือสัญญาณอันตรายที่สุดในรอบปี เพราะเป็นการแพร่ระบาดข้ามลุ่มน้ำ ซึ่งอาจกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในลุ่มน้ำโขงที่มีประชากรกว่า 60 ล้านคน พึ่งพาอาศัยอยู่โดยตรง เพราะจุดที่น่ากลัวของปลาหมอคางดำคือการเป็น "ทั้งนักล่าและนักแพร่พันธุ์" ในตัวเดียวกัน ปลาเจ้าถิ่นที่ทำหน้าที่เป็นผู้ล่าตามธรรมชาติมีจำนวนน้อยเกินกว่าจะควบคุมประชากรของมันได้ โดยเฉพาะในเขตน้ำตื้นซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ปลาเจ้าถิ่นเข้าไม่ถึง ทำให้ปลาหมอคางดำแพร่ขยายได้อย่างอิสระ

- โฆษณา -

3165779

ผศ.ดร.ไชยณรงค์ ยืนยันหนักแน่นว่า เส้นทางแม่น้ำโขงมีเขื่อนกั้นจำนวนมาก ทำให้ปลาไม่มีทางว่ายทวนน้ำมาถึงเขื่อนลำปาวได้เอง สาเหตุจึงต้องเป็นฝีมือมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการปนเปื้อนมากับลูกปลาที่นำมาเลี้ยงในกระชัง หรือกรณีที่เลวร้ายกว่านั้นคือ อาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม ที่จงใจปล่อยปลาชนิดนี้ราวกับการปล่อย "ไวรัสคอมพิวเตอร์" เข้าสู่ระบบ ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ การพบปลาขนาดเต็มวัยอายุ 6 เดือนเป็นคู่ในเขื่อนลำปาว ซึ่งสะท้อนว่าการแพร่กระจายอาจไปไกลกว่าที่ตาเห็น และการที่ชาวบ้านช่วยกันจับกินเป็นรายตัวนั้น "ไม่เพียงพอ" ที่จะหยุดยั้งการระบาดได้อีกต่อไป

ด้าน ดร.เกษม เชตะวัน อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการประมง คณะเทคโนโลยีการประมง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ทีมนักวิชาการได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วว่าเป็นฝีมือมนุษย์ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มพฤติกรรม ได้แก่ 1.กลุ่มจงใจ — มีบุคคลบางกลุ่มที่มีพฤติกรรมนำสัตว์ที่เป็นปัญหาไปปล่อยตามแหล่งน้ำต่าง ๆ 2.กลุ่มไม่ตั้งใจ — มาจากภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่ไม่รู้ว่ามีปลาหมอคางดำปะปนมากับลูกปลาตั้งแต่ขั้นตอนอนุบาลในบ่อดิน ก่อนถูกนำลงกระชังเลี้ยงและหลุดรอดสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

3165777

“ดร.เกษมอธิบายเพิ่มเติมว่า ปลาชนิดนี้แม้จะกินได้ แต่มีคุณสมบัติที่ทำให้ควบคุมยากอย่างยิ่ง คือ ขยายพันธุ์ทุกเดือน อัตรารอดตายสูง และอยู่รวมกันเป็นฝูงเพื่อป้องกันตัว ซึ่งพฤติกรรมการอยู่รวมฝูงนี้เองที่ทำให้มันกลายเป็นนักล่าที่ทรงประสิทธิภาพ เขื่อนลำปาว 5,000 ตร.กม. จุดเสี่ยงแพร่ต่อสู่ลุ่มน้ำชี-มูล ด้วยพื้นที่รับน้ำกว่า 5,000 ตารางกิโลเมตร ของเขื่อนลำปาว ทำให้ปลาหมอคางดำกระจายตัวได้ง่าย ขณะที่ชาวประมงจับได้เฉพาะตัวขนาดใหญ่ที่ติดเครื่องมือประมง ส่วนตัวเล็กและตัวอ่อนยังคงหลงเหลือและแพร่กระจายต่อในแหล่งน้ำ”

3165786

ดร.เกษม กล่าวต่อว่า พฤติกรรมการฟักไข่ที่น่าสนใจว่า แม้ตัวผู้จะอมไข่ไว้ในปากเพื่อฟอกออกซิเจนตลอดเวลา แต่เมื่อต้องหาอาหารกินก็จำเป็นต้องสำรอกไข่ออกมาบางส่วน ทำให้มีไข่และตัวอ่อนบางส่วนหลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะอยู่เสมอ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ทำให้การระบาดขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง หากไม่เร่งควบคุม เส้นทางการแพร่ระบาดต่อจากนี้จะไหลจากเขื่อนลำปาวลงสู่ลำน้ำชีที่บ้านเป้าโดน อำเภอร่องคำ ก่อนลุกลามไปยังลำน้ำชี ลำเซบาย และลำน้ำมูล ตามลำดับ ทางออกที่เร็วและมีประสิทธิภาพที่สุดคือการระดมพลังจากชุมชน โดยเฉพาะชุมชนประมงพื้นบ้านรอบเขื่อนลำปาว ชุมชนที่ใช้ประโยชน์จากน้ำเขื่อนลำปาว เครือข่ายชุมชนตามเส้นทางน้ำ ตั้งแต่ลำน้ำชี ลำเซบาย จนถึงลำน้ำมูล ต้องช่วยกันเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแส ทันทีที่พบการระบาดในพื้นที่ใหม่ พร้อมประสานข้อมูลกับหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภาครัฐเพียงลำพังมีข้อจำกัดด้านกำลังคนและพื้นที่ ต้องอาศัยเครือข่ายนักวิชาการทั้งในและนอกระบบราชการเข้ามาเสริมทัพ