สตูลปลุกพลังจิตอาสา ตัดวงจร “บุหรี่ไฟฟ้า” เปิดทางชุมชนขอทุนสุขภาพท้องถิ่น
ม.อ.-สสส. จับมือ สปสช. จัดเวิร์กช็อปสตูล ดึงครู อสม. เยาวชน และกลุ่มแม่บ้านเรียนรู้การเขียนโครงการผ่านระบบออนไลน์ หวังเปลี่ยนงบสุขภาพเป็นเกราะป้องกันเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า
วันที่ 7 ก.ย.2569. สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (สนส.ม.อ.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัด การประชุมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาโครงการต้านการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น ขึ้น ณ ห้องประชุมวิทยาลัยชุมชนจังหวัดสตูล โดยดึงภาคีเครือข่าย ทั้งครู อสม. เยาวชน และกลุ่มแม่บ้าน มาร่วมปลดล็อกข้อจำกัด เปลี่ยนแรงกายจิตอาสาให้กลายเป็นโครงการที่จับต้องได้ ผ่านระบบเสนอขอรับทุนออนไลน์

เจาะลึก 3 มุมมองจากบุคคลสำคัญ ที่จะพาไปดูว่าทำไม “จิตอาสา” ถึงเป็นหัวใจสำคัญ และเราจะเปลี่ยนเงินกองทุนให้กลายเป็นเกราะคุ้มกันเด็กๆ ได้อย่างไร: เสียงสะท้อนจากคนทำงาน: ปลดล็อกระเบียบเติมโอกาสเด็กหลังห้อง
นางกัลยาทรรศน์ ติงหวัง ผู้แทนภาคีเครือข่าย/ผู้ประสานงานในพื้นที่. กล่าวว่า "ชาวบ้านอยากทำ งานรณรงค์มีใจ แต่พอเจอเอกสารกระดาษกับระเบียบยากๆ เขาก็ถอย วันนี้เราต้องตัดตอนขั้นตอนเหล่านั้นออกไป"

“กลุ่มเป้าหมายที่เราเชิญมาวันนี้ราว 20 กองทุน มีทั้งครู เยาวชน อสม. และกลุ่มแม่บ้าน ทุกคนมีหัวใจอยากขับเคลื่อนแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในตำบล แต่จุดติดขัดคือหลายคนไม่เคยเขียนโครงการ หรือเขียนใส่กระดาษแล้วโดนแก้จนท้อ ที่สำคัญในสตูลมีกองทุนตำบล/เทศบาลถึง 41 แห่ง แต่มีคนเข้าถึงงบตรงนี้ได้เพียงครึ่งเดียว วันนี้เราเลยดึงหน่วยงานระดับเขตมาร่วมชี้แจงระบบออนไลน์ เคลียร์ข้อติดขัดเรื่องระเบียบ เพื่อให้จิตอาสาเดินหน้าขอทุนไปปกป้องชุมชนตัวเองได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยากอีกต่อไป”
ด้าน ว่าที่ร้อยตรีมูฮัมหมัดอาดำ (ฝ่ายกิจการนักเรียนโรงเรียนส.ว. จังหวัดสตูล) กล่าวว่า. "เด็กที่เป็นปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า ส่วนใหญ่คือเด็กหลังห้องที่ถูกมองข้าม เราต้องไม่ทอดทิ้งเขา แต่ต้องดึงเขามาเป็นแกนนำ"
“ในฐานะครู งบประมาณโรงเรียนมีจำกัด แต่ปัญหายาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กใหม่ๆ มันมาไวและหลากหลายมาก การได้มารู้วิธีเขียนโครงการขอทุนท้องถิ่นทำให้เราเห็นความหวัง สิ่งที่ผมอยากกลับไปทำทันทีคือการสร้าง ‘แกนนำนักเรียน’ เพราะเด็กด้วยกันเขาคุยกันรู้เรื่องและเข้าถึงกันได้ดีกว่า โดยเฉพาะเด็กหลังห้องหรือเด็กที่มีปัญหาทางครอบครัว เราจะไม่ปล่อยให้เขารู้สึกถูกทอดทิ้ง แต่จะดึงเขามาร่วมทำกิจกรรม เพื่อให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องเพื่อนๆ จากบุหรี่ไฟฟ้า”

ขณะที่ ภก.สมชาย. ละอองพันธุ์ (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ - สปสช.) กล่าวว่า "เงินกองทุนไม่ใช่เงินการเมือง และไม่ใช่เงินของผู้บริหารท้องถิ่น แต่มันคือเงินสุขภาพของชาวบ้านทุกคน"
“สตูลเป็นพื้นที่ที่ใช้เงินกองทุนได้ดีมาก ติด 1 ใน 3 ของภาคใต้ตอนล่าง มีเงินหมุนเวียนดูแลสุขภาพหัวละ 45 บาท ซึ่งตอนนี้ยังมีงบเหลืออยู่อีกราว 6 ล้านบาทพร้อมให้ชุมชนมาขอไปใช้ แต่ปัญหาคือบางแห่งยังเข้าใจผิด คิดว่าต้องรอต้นปี หรือบางพื้นที่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับการเมืองแบ่งหมู่บ้าน ผมอยากย้ำว่าเงินนี้เปิดกว้างให้กลุ่มประชาชนรวมตัวกันแค่ 5 คนก็เสนอขอทำโครงการได้แล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นต้องใจกว้าง มองประโยชน์สุขภาพชาวบ้านเป็นหลัก และร่วมมือกันส่งเสริมให้จิตอาสาในพื้นที่ได้ใช้เงินนี้ไปแก้ปัญหาจริงๆ”