อว.-เกษตรฯ ผนึก 5 เอกชน ปลดล็อกชีวมวลเชียงราย “เลิกเผา เป๋าตุง” รับซื้อ 4 หมื่นตัน

ภูมิภาค29 ส.ค. 2569 • 23:26 น.
อว.-เกษตรฯ ผนึก 5 เอกชน ปลดล็อกชีวมวลเชียงราย “เลิกเผา เป๋าตุง” รับซื้อ 4 หมื่นตัน

กระทรวง อว. โดย บพข. ผนึก กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าเปลี่ยนเศษวัสดุการเกษตรที่เคยถูกเผาเป็นวัตถุดิบสร้างรายได้ ขยาย “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” สู่เชียงราย ด้วยแนวคิด “Beyond Innovation” ต่อยอดงานวิจัยพร้อมใช้สู่ระบบนิเวศนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) เจาะคอขวดการรวบรวม คุมคุณภาพ แปรรูปเบื้องต้น และขนส่ง เชื่อมเกษตรกร นักวิจัย ภาครัฐ และตลาด แก้โจทย์ PM2.5 พลังงาน ปากท้อง และเพิ่มรายได้สู่คนทุกกลุ่ม จับมือ 5 บริษัททำข้อตกลงรับซื้อเศษวัสดุเกษตร 1 ปี จำนวน 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี ลด PM2.5 ได้ประมาณ 330,000 กิโลกรัม คาดการณ์ 5 ปี จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,000 ล้านบาท และลดการเกิด PM2.5 ได้ 1.6 ล้านกิโลกรัม

วันที่ 29 ส.ค.69 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) จัดกิจกรรม “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนภาษาจีนเล่าฟู่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และเครือข่ายเกษตรกร ขับเคลื่อนแนวคิด “Beyond Innovation” ที่ก้าวพ้นการส่งมอบนวัตกรรมพร้อมใช้เพียงอย่างเดียว สู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) ซึ่งเชื่อมวัตถุดิบ เทคโนโลยี การแปรรูป โลจิสติกส์ และตลาดให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เปิดให้ทุกภาคส่วนร่วมกำหนดโจทย์และต่อยอดนวัตกรรมให้ตอบความต้องการจริง เพื่อผลักดันให้การ “เลิกเผา” เป็นทางเลือกทางเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อได้อย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า “ช่วงเดือนมกราคมปีที่แล้ว ภาคเหนือมีปัญหา PM2.5 มาก เราพยายามทำทุกวิถีทาง แต่หลายอย่างเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ขณะที่ต้นเหตุของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน จึงต้องวิเคราะห์ให้ชัดและเริ่มแก้ตั้งแต่ตอนนี้ ซึ่งการแก้ปัญหาต้องใช้หลักเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่บังคับว่าห้ามเผา แต่ต้องทำให้เห็นว่าการไม่เผาสร้างรายได้จริง เมื่อนำวัสดุเกษตรมาแปรรูป มีมหาวิทยาลัยและเอกชนเข้ามารับซื้อ เกษตรกรมีรายได้ เอกชนได้ประโยชน์และเริ่มซื้อเอง นี่คือหลักเศรษฐศาสตร์ เราได้งานวิจัย ชาวบ้านได้เงิน และการเผาลดลง วันนี้เรานำสิ่งที่ได้ทดลองจากเชียงใหม่มาต่อยอดที่เชียงราย พร้อมพัฒนาการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้ต้นปีหน้าเรามีอากาศที่สะอาดขึ้น”

เลิกเผา เป๋าตุง เชียงราย 19 (อ.เชน บนรถอีแต๋น)
เลิกเผา เป๋าตุง เชียงราย 19 (อ.เชน บนรถอีแต๋น)
เลิกเผา เป๋าตุง เชียงราย 13 (พี่นุ้ย สุจิรา)
เลิกเผา เป๋าตุง เชียงราย 13 (พี่นุ้ย สุจิรา)

“โครงการนี้โมเดลเข้าใจง่าย คือเลิกเผาแล้วจะ ‘เป๋าตุง’ มีเงินเพิ่มในกระเป๋า ขอบคุณ บพข. ที่ริเริ่มโครงการ และขอให้ขยายผลต่อไป เราไม่มีลิขสิทธิ์ ใครเห็นว่าดีก็นำไปทำได้เลย ทีมของเราพร้อมเข้าไปช่วย เพราะเรื่องนี้ทำเพียงพื้นที่เดียวไม่ได้ แต่ต้องร่วมกันทำทั้งประเทศ”

ด้านนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายลดการเผาในพื้นที่เกษตร โดยต้องทำให้เกษตรกรมีทางเลือกที่เหมาะสมและสร้างรายได้มากกว่าวิถีการผลิตแบบเดิม เราจึงร่วมมือกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร เพื่อนำองค์ความรู้และกล้าพันธุ์ที่เหมาะสมไปต่อยอด รวมทั้งค้นหาโจทย์วิจัยที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตและเศษวัสดุเกษตร กระทรวงเกษตรฯ พร้อมนำโจทย์จากพื้นที่มาประสานกับกระทรวง อว. และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลงานวิจัยตอบโจทย์เกษตรกรและนำไปใช้ได้จริง”

รองศาสตราจารย์ ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) กล่าวว่า “การแก้ PM2.5 อย่างยั่งยืน นวัตกรรมต้องไม่หยุดอยู่ที่เทคโนโลยี แต่ต้อง ‘สร้างความหมาย’ ให้เศษวัสดุที่เคยเป็นภาระกลายเป็นทรัพยากรและโอกาสของชุมชน ‘สานต่อคุณค่า’ ให้เกิดรายได้ ตลาด และผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดได้ และ ‘เสริมพลัง’ ให้เกษตรกร นักวิจัย ภาครัฐ และเอกชนร่วมขับเคลื่อนทั้งระบบ เมื่อ 3 มิตินี้เชื่อมโยงกัน การเลิกเผาจะไม่ใช่เพียงทางออกจากวิกฤตวันนี้ แต่จะเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน นี่คือความหมายของ เหนือกว่าการให้ คือ การร่วมสร้างอนาคต”

1749916

โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง เปิดตัวเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ผลการขับเคลื่อน 8 เส้นทางในช่วง 4 เดือนแรก สามารถนำเศษวัสดุเกษตรกลับเข้าสู่ระบบ 33 ตัน ลดการเกิด PM2.5 ได้ประมาณ 270 กิโลกรัม สร้างมูลค่าจากการแปรรูปและผลิตภัณฑ์นำร่อง 1.61 ล้านบาท และดึงเงินร่วมลงทุนวิจัยจากภาคเอกชนอีก 500,000 บาท สะท้อนว่าเศษวัสดุที่เคยเป็นต้นทุนกำจัดสามารถเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบทางเศรษฐกิจได้จริง ผ่านกลไกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “5 ตุง” เชื่อมผู้เล่นสำคัญตลอดห่วงโซ่ ได้แก่ เกษตรกรผู้เป็นเจ้าของวัตถุดิบ สหกรณ์หรือธนาคารเศษวัสดุที่ทำหน้าที่รวบรวมและแปรรูปเบื้องต้น ภาคเอกชนผู้ลงทุนและรับซื้อ ผู้ให้บริการขนส่งระยะสั้นในพื้นที่ และระบบโลจิสติกส์ระยะไกล เพื่อให้ปริมาณ คุณภาพ ต้นทุน และความต้องการของตลาดสมดุลกัน

สำหรับการขยายผลสู่พื้นที่เชียงราย เพื่อสร้างแรงจูงใจระยะต้น บพข. ร่วมกับภาคเอกชนสนับสนุนโซลาร์เซลล์มือสองขนาด 1 กิโลวัตต์ พร้อมเครื่องสูบน้ำ 20 ชุด รวม 100 แผง และน้ำมันไบโอดีเซลกว่า 2,000 ลิตร แก่เกษตรกรที่นำส่งเศษวัสดุผ่านเครือข่ายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควบคู่กับการวางระบบรวบรวม ปรับสภาพ และตรวจสอบข้อมูลวัตถุดิบในระยะยาว

นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือจากภาคเอกชน 5 ราย ได้แก่ บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท สหโคเจน กรีน จำกัด บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด บริษัท อีพีซี พลังงานยั่งยืน จำกัด และบริษัท สยามวัฒนา จำกัด มาร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เป็นข้อตกลงรับซื้อระยะ 1 ปี รวม 40,000 ตันต่อปี มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาการใช้ประโยชน์ และติดตามผลการลดการเผา โดยมูลค่าตลาดยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากการขยายพันธมิตรและเส้นทางใช้ประโยชน์ในระยะต่อไป

เลิกเผา เป๋าตุง เชียงราย 12 (นวัตกรรม)
เลิกเผา เป๋าตุง เชียงราย 12 (นวัตกรรม)

นายภาคภูมิ อัศวโกวิทย์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า “โครงการนี้ช่วยให้ภาคเอกชนเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่มีปริมาณและคุณภาพชัดเจนขึ้น บริษัทพร้อมรับซื้อเศษวัสดุข้าวโพดทุกส่วนเพื่อนำไปผลิตชีวมวลอัดเม็ด หากระบบรวบรวม คัดคุณภาพ และขนส่งทำงานได้ต่อเนื่อง วัสดุที่เคยถูกทิ้งหรือเผาจะกลายเป็นทั้งรายได้ของเกษตรกรและวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรม ช่วยลดมลพิษ เพิ่มทางเลือกด้านพลังงานในประเทศ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย”

นายอมร แดงโชติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โรงงานต้นแบบที่บริษัทพัฒนาร่วมกับ บพข. สามารถประยุกต์ใช้ฟางข้าว ฟางอ้อย และเศษไผ่ตะเกียบผลิตเยื่อเชิงกล CTMP สำหรับบรรจุภัณฑ์และวัสดุผสมชีวภาพ รวมถึงผลิตไบโอชาร์ได้ อย่างไรก็ตาม เศษวัสดุเกษตรมีตามฤดูกาลและมีลักษณะเบาฟู จึงต้องมีหน่วยแปรรูปเบื้องต้นแบบเคลื่อนที่เพื่อลดต้นทุนขนส่ง พร้อมบริหารวัตถุดิบและขยายพื้นที่จัดหา เพื่อให้มีเพียงพอต่อการผลิต สร้าง Economy of Scale ได้”

นางอำไพ อิทธิโชติ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด กล่าวว่า “เกษตรกรมักต้องรีบเคลียร์แปลงเพื่อเริ่มรอบผลิตใหม่ การเผาจึงเป็นวิธีที่เร็วที่สุด หากมีระบบรับซื้อหรือแปรรูปที่แน่นอน เกษตรกรจะมีแรงจูงใจไม่เผา เพราะนำวัสดุที่เคยเป็นภาระมาขายเป็นรายได้เสริมในแต่ละรอบการผลิตได้”

อย่างไรก็ตาม การมีตลาดรับซื้อเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากเศษวัสดุยังกระจายตัว คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และมีต้นทุนขนส่งสูง จุดที่โครงการต้องเร่งปลดล็อกจึงอยู่ที่ “ช่วงกลางของห่วงโซ่” ตั้งแต่การรวบรวม คัดคุณภาพ และปรับสภาพวัตถุดิบ ไปจนถึงการจัดการขนส่ง เพื่อให้ภาคเอกชนได้รับวัตถุดิบที่มีปริมาณและคุณภาพแน่นอน ในต้นทุนที่สามารถนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ได้

เลิกเผา เป๋าตุง เชียงราย 16 (ไร่ข้าวโพด)
เลิกเผา เป๋าตุง เชียงราย 16 (ไร่ข้าวโพด)

เพื่อแก้คอขวดดังกล่าว โครงการฯ มีการวางความร่วมมือตลอดห่วงโซ่ โดยกระทรวงเกษตรฯ ดูแลต้นน้ำ ตั้งแต่สำรวจพื้นที่และรวมกลุ่มเกษตรกร กระทรวง อว. โดย บพข. ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยพัฒนาเทคโนโลยีแปรรูปและลดต้นทุนช่วงกลาง ขณะที่ปลายทาง อว. หอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมฯ ร่วมเชื่อมตลาดและข้อตกลงรับซื้อ กลไกนี้ขับเคลื่อนผ่าน 8 เส้นทางการใช้ประโยชน์ เชื่อมเศษวัสดุจากเกษตรกรในเชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน เข้ากับเครือข่ายสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย เพื่อเก็บเกี่ยว ปรับสภาพ และส่งต่อเป็นพลังงานทดแทนหรือผลิตภัณฑ์รักษ์โลก โดยออกแบบแต่ละเส้นทางให้เหมาะกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ ระยะทาง และความต้องการของตลาด

ภายในงานมีการจัดแสดงนวัตกรรมที่ทำให้เห็นว่าเศษวัสดุชนิดเดียวสามารถมีปลายทางต่างกันตามคุณภาพ ปริมาณ ระยะทาง และความต้องการของตลาด ตั้งแต่เครื่องจักรเก็บเกี่ยว ระบบผลิตไบโอชาร์ เชื้อเพลิงชีวมวลทอร์รีไฟด์ ฉนวนจากเส้นใยต้นข้าวโพด บรรจุภัณฑ์จากฟางข้าว ไปจนถึงวัสดุปรับปรุงดิน สะท้อนว่าการลดการเผาต้องเลือกเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับวัตถุดิบและตลาดของแต่ละพื้นที่

เลิกเผา เป๋าตุง เชียงราย 20 (ผอ.กุ๊ก)
เลิกเผา เป๋าตุง เชียงราย 20 (ผอ.กุ๊ก)

โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง ตั้งเป้าภายใน 5 ปี นำเศษวัสดุเกษตรเข้าสู่ระบบ 200,000 ตัน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและพลังงานสะอาดกว่า 3,000 ล้านบาท และลดการเกิด PM2.5 ประมาณ 1.6 ล้านกิโลกรัม หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำเศษวัสดุออกจากแปลง แต่ต้องทำให้ราคาวัตถุดิบ ต้นทุนโลจิสติกส์ และตลาดปลายทางสมดุลกัน เพื่อให้การ “เลิกเผา” เป็นทั้งทางออกจากวิกฤต กลไกป้องกันปัญหาเกิดซ้ำ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทำให้ทุกฝ่าย “เป๋าตุง” ไปด้วยกัน