ชาวบ้านโคราช 24 รายร้องทนาย ปมเช่าที่วัดถูกออกหมายจับ หวังเจรจาเช่าต่อ-ขอยืดเวลาย้าย
ชาวบ้านโคราช 24 รายร้องสภาทนายความช่วย หลังถูกฟ้องขับไล่และออกหมายจับ ปมเช่าพื้นที่วัดหัวสะพาน ขอเจรจาเช่าต่อและยืดเวลาย้ายออก
วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา นางสาวปราณี ไปล่กระโทก อายุ 49 ปี อยู่ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา พร้อมกลุ่มชาวบ้านที่เป็นผู้เช่าอาศัยอยู่ในพื้นที่วัดหัวสะพาน เขตเทศบาลนคร (ทน.) นครราชสีมา รวมตัวกันเดินทางมาพบนายพรเทพ เจริญพงศ์อนันต์ ประธานสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอความช่วยเหลือทางกฎหมาย เนื่องจากถูกสำนักพระพุทธศาสนา ฟ้องขับไล่พร้อมดำเนินคดีซึ่งมีการออกหมายจับชาวบ้าน 24 ราย มี 11 ราย เข้าไปสอบถามข้อมูลรายละเอียดที่ศาลจังหวัดนครราชสีมา ปรากฏถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว จึงต้องวิ่งหาหลักทรัพย์ 5 พันบาท มายื่นประกันตัว แต่มี 2 ราย ไม่มีเงินประกันตัว ต้องถูกคุมขัง

นางสาวปราณี เปิดเผยว่า ตนซื้ออาคารพาณิชย์ในราคา 5 แสนบาท เข้ามาอาศัยอยู่ตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน ทุกรายเข้าใจตรงกันหลังจากสัญญา 30 ปีของนายประจักษ์ (ขอสงวนนามสกุล) สิ้นสุดลง ชาวบ้านผู้อาศัยก็สามารถเช่าพื้นที่ต่อจากวัดได้โดยตรง กระทั่งเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ อ้างเข้ามาสำรวจความต้องการเช่าพื้นที่ต่อหรือไม่และได้รายชื่อผู้อาศัยไปจำนวน 24 ราย ด้วยความซื่อและไม่รู้กฎหมายของชาวบ้าน จึงพากันไปสอบถามที่ศาล แต่กลับถูกจับดำเนินคดีในข้อหาเป็นบริวารร่วมกับนายประจักษ์ ทั้งๆที่ชาวบ้านเป็นเหยื่อผู้เสียหายเพราะไม่ทราบข้อมูลว่านายประจักษ์ มีการผิดสัญญา เหมือนถูกหลอกล่อให้ไปติดคุก นอกจากนี้ยังเกิดข้อสงสัยว่าเงินที่ได้จากชาวบ้าน นำไปใช้จ่ายฟรีๆ โดยไม่จ่ายให้ทางสำนักพระพุทธฯ หรือไม่ จึงมาขอความช่วยเหลือดำเนินการทางกฎหมายให้ศาล เมตตายืดขยายระยะเวลาในการย้ายออก เนื่องจากกำหนดเวลาที่ให้มากระชั้นชิดเกินไป รวมทั้งขอเจรจากับสำนักพระพุทธศาสนาให้ชาวบ้านสามารถเช่าพื้นที่ต่อไปได้

ด้าน นายพรเทพ เผยว่า สาเหตุของปมปัญหาคือ นายประจักษ์ เป็นผู้ดำเนินการสร้างอาคารพาณิชย์พื้นที่อาญาเขตของวัดหัวสะพาน เปิดขายให้กับชาวบ้าน โดยนายประจักษ์ ได้แสดงสัญญากับชาวบ้าน ว่าเป็นผู้เช่าพื้นที่กับวัดเป็นเวลา 30 ปี หากผ่านพ้นสัญญาแล้ว ชาวบ้านสามารถเช่าต่อกับวัดหัวสะพานได้ แต่ข้อเท็จจริงในปี 2550 นายประจักษ์ ถูกฟ้องผิดสัญญาเช่า และถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ โดยชาวบ้านที่ซื้ออาคารต่อจากนายประจักษ์ ไม่ทราบเรื่องราวของคดีมาก่อน มารู้ตัวอีกทีในปี 2569 ถูกออกหมายจับแล้ว ตามข้อกฎหมายผู้ที่ยังอาศัยอยู่ในพื้นที่ของวัด ถือว่าเป็นบริวารของนายประจักษ์ ต่อมา สำนักพระพุทธฯ ได้ลงพื้นที่ให้ชาวบ้านมาลงชื่อแจ้งความประสงค์เช่าต่อ มีชาวบ้านลงชื่อไปจำนวน 24 ราย แต่หลังจากนั้นทั้ง 24 ราย ถูกสำนักพระพุทธฯ นำรายชื่อไปออกหมายจับ

สำหรับแนวทางการช่วยเหลือ สภาทนายความฯ ยินดีคุมครองสิทธิ์และเสรีภาพของประชาชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยแต่งตั้งทีมทนายความ ให้ทุกรายที่ถูกหมายจับ รวมทั้งบุคคล 2 ราย ที่ถูกคุมขังในเรือนจำ เพื่อยื่นคำร้องด่วนต่อศาล ขอให้ศาลเบิกตัว นัดหมายคู่ความทั้งสองฝ่ายทั้งชาวบ้าน และสำนักพระพุทธฯ ขอไกล่เกลี่ย เพื่อขอความเมตตาเช่าพื้นที่อาศัยต่อไป หากยืนยันไม่ให้เช่าพื้นที่ ต้องขอกำหนดระยะเวลาให้เหมาะสมเพื่อให้โอกาสชาวบ้านได้ย้ายออก