เมรุวัดลัฏฐิวนาราม เผาร่าง 200 กก. ใช้เวลานานระเบิดยอดหักใช้การไม่ได้
วันนี้ (27 พ.ค. 62)ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีเมรุเผาศพเก่าแก่ เกิดการชำรุดหนักหลังจากมีการนำร่างผู้เสียชีวิตน้ำหนักกว่า 200 กิโลกรัมเข้าสู่กระบวนการฌาปนกิจ ทำให้เกิดการทำงานหนักและตอนนี้ไม่สามารถใช้การได้ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบที่ วัดลัฏฐิวนาราม (ไผ่คอกเนื้อ) ม.21 ตำบลบางหลวง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม โดยพบว่า ที่บริเวณเมรุเก่าแก่ ได้เกิดความเสียหายหลายแห่ง และปิดการใช้งานอยู่ในช่วงนี้
โดย พระอธิการโกเมท อินทปัญโญ เจ้าอาวาสวัดลัฏฐิวนาราม (ไผ่คอกเนื้อ) ได้นำชมความเสียหาย โดยพบว่าที่ภายในเมรุ มีรอยปูนด้านในเตาเผาแตกและชำรุด ตะแกรงเหล็กชำรุด เศษปูนหลุดร่อนหลุดร่วงออกมา ตัวอิฐคานด้านในแตกล่อนออกมา ทำให้ไม่สามารถประกอบพิธีทางศาสนาให้กับผู้เสียชีวิตที่มาใช้สถานที่ได้ ในส่วนของด้านบนเป็นปลายยอดเมรุก็หัก ร่วงปิดปล่องด้านบน ซึ่งเมรุดังกล่าวมีอายุมากกว่า 40 ปีแล้ว มีความสูงจากหลังคา 12 เมตรถ้าวัดจากพื้นดินก็จะสูงประมาณ 18 เมตร การใช้งานจะใช้เชื้อเพลิงชนิดถ่าน เป็นกระสอบ เป็นเชื้อเพลิง โดยการซ่อมแซมเมรุหลังนี้ต้องทุบตัวเมรุและต่อ ขยายออก และจะเปลี่ยนมาใช้เตาเผาแบบน้ำมันแทนการใช้ถ่าน และต้องใช้งบประมาณมากอยูคาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.7 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้ทางวัดยังไม่มีงบประมาณ โดยจะส่งผลกระทบกับประชาชนและญาติโยมที่จะมาประกอบพิธีทางศาสนาให้กับผู้ล่วงลับในพื้นที่
เจ้าอาวาสวัดลัฏฐิวนาราม (ไผ่คอกเนื้อ) กล่าวว่า สำหรับความเสียหายช่วงที่ไม่สามารถใช้เมรุ ได้อีกคือเมื่อ ในช่วงเดือน พ.ค.2562 มีผู้เสียชีวิตอีก 2 ศพ แต่มีอยู่ 1 รายที่มีรูปร่างใหญ่น้ำหนักกว่า 200 กิโลกรัม ซึ่งถ้าเป็นปกติถ้ามีผู้เสียชีวิตมาทำพิธีเผาศพที่วัดจะใช้เวลาในการเผาประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่ศพล่าสุดที่เป็นคนรูปร่างใหญ่ทำให้การเผาศพใช้เวลานาน เผาหลายชั่วโมงตั้งแต่เย็นไปจนถึงกลางดึก ประกอบกับเตาเผาศพที่วัดสร้างมานานกว่า 40 ปี ทำให้เตาเผาร้อนระอุด้วยความร้อนนานจนเตาเผารับไม่ไหว ยอดปล่องได้หัก คาอยู่บนยอดและปิดปากปล่องไว้ ความร้อนสะสมจึงได้แตกปูนภายในระเบิดออก และเกิดความเสียหายจนไม่สามารถเผาศพอื่นได้แล้ว
เจ้าอาวาสวัดลัฏฐิวนาราม (ไผ่คอกเนื้อ) กล่าวอีกว่า สำหรับญาติโยมที่ทราบข่าวเมรุเตาเผาศพ ปูนแตก ปล่องเมรุหัก ประชาชนที่จะร่วมทำบุญ สามารถสนับสนุนปัจจัย ได้ที่เลขบัญชี 7020197590 ธนาคารกรุงไทย สาขาบางเลน วัดลัฏฐิวนาราม ซึ่งจะได้นำจตุปัจจัยมาบูรณะปฎิสังขรณ์ จึงต้องรีบเร่งทำให้แล้วเสร็จ เพราะชีวิตคนเรา ไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าจะตายวัน ตายพรุ่ง การเกิดแก่ เจ็บตาย ด้วยกันทุกคน ซึ่งเมรุมีความจำเป็นอย่างยิ่งญาติโยมทุกท่านเพราะเป็นสถานที่สุดท้ายที่จะคืนสังขารกลับสู่ธรรมชาติและเป็นพิธีครั้งสุดท้ายสำหรับชีวิตผู้คนทุกคนต่อไป