หนองคายแชมป์ร้อนจัด!! ส่งผลเฒ่าวัย 73 ชาวท่าบ่อ ออกมาดูที่นาเกิดโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด เสียชีวิต

ภูมิภาค8 พ.ค. 2563 • 18:44 น.
หนองคายแชมป์ร้อนจัด!! ส่งผลเฒ่าวัย 73 ชาวท่าบ่อ ออกมาดูที่นาเกิดโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด เสียชีวิต
วันที่ 8 พ.ค. 2563 เวลา 10.00 น. ร.ต.อ.สุทิน เห็มสมัคร รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.ท่าบ่อ รับแจ้งเหตุเสียชีวิตที่กลางทุ่งนา หมู่ที่ 6 ตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย หลังรับแจ้งได้เดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วย นายแสงเพชร โพธิรัตน์ กำนันตำบลโพนสา ,พ.ต.ท.อภิรักษ์ อังคศิริสรรพ สวป.สภ.ท่าบ่อ ,หน่วยกู้ภัยประจักษ์อำเภอท่าบ่อ และหน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เมื่อเดินทางถึงที่เกิดเหตุพบชาวบ้านได้ช่วยกันปฐมพยาบาล นายปิ่น แสงแก้ว อายุ 73 ปีที่อยู่ 54 หมู่ที่ 6 ตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย อยู่กลางทุ่งนา จากนั้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยประจักษ์จุดอำเภอท่าบ่อ และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ได้เข้าช่วยเหลือ และได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา จากการสอบถามนางนาง อุปพร อายุ 60 ปี ที่อยู่ 127 หมู่ที่ 7 ตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย น้องสาวผู้ตาย ทราบว่า ผู้ตายออกมาที่ทุ่งนาเพื่อดูน้ำเข้าที่นา โดยช่วงนี้สภาพอากาศในพื้นที่ร้อนจัด คาดว่าด้วยความร้อนของอากาศประกอบกับผู้ตายอายุเยอะแล้วทำให้วูบหมดสติ ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ได้รีบเข้าช่วยและแจ้งเจ้าหน้าที่แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตได้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจที่เกิดเหตุ และสันนิษฐานว่าจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว โดยจังหวัดหนองคายเป็นจังหวัดที่มีสภาพอากาศร้อนที่สุดในประเทศไทยจากการรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาระหว่างวันที่ 6-7 รวมทั้งวันนี้ (8 พ.ค.) ก็ยังร้อน ทำให้ผู้ตายที่ทำงานกลางแจ้ง เป็นโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงและได้รับความร้อนมากเกินไปทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของสมองในส่วนการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทำให้มีอุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ซึ่งส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตและระบบสมอง ทำให้วูบหมดสติและเสียชีวิต ภายหลังตรวจที่เกิดเหตุได้มอบศพให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบไปที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้รับข้อมูลที่น่าสนใจ พร้อมข้อปฏิบัติจากสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นในช่วงนี้ ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาโดยเฉพาะโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงและได้รับความร้อนมากเกินไปทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของสมองในส่วนการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทำให้มีอุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ซึ่งส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตและระบบสมอง สัญญาณเตือนที่สำคัญของโรคฮีทสโตรก คือไม่มีเหงื่อออก แม้จะอากาศร้อน หน้าแดง ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน เกร็งกล้ามเนื้อ ชัก มึนงง สับสน รูม่านตาขยาย ความรู้สึกตัว ลดน้อยลง อาจหมดสติ หัวใจเต้นเร็วแต่แผ่วเบา ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและทันเวลา อาจทำให้หัวใจหยุดเต้น และถึงแก่ชีวิตได้ ซึ่งแตกต่างจากอาการเพลียแดดทั่วๆ ไปที่จะมีเหงื่อออกด้วย สำหรับผู้ที่มี ความเสี่ยงในการเกิด โรคฮีทสโตรก คือ ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ที่อดนอน ผู้ที่ดื่มเหล้าจัด ผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น และผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน รวมถึงนักกีฬา และทหารที่เข้ารับการฝึก โดยไม่มีการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัด สำหรับการปรับพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคฮีทสโตรก คือ ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้าน ในวันที่มีอากาศร้อนจัด ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน โปร่ง ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายอุณหภูมิความร้อนได้ดีและป้องกันแสงแดดได้ และหากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนหรือออกกำลังกลางสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำ ให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม และแม้จะทำงานในที่ร่มก็ควรดื่มน้ำ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ก่อนออกจากบ้านควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่าSPF 15 ขึ้นไป หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกายหรืออยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาเสพติดทุกชนิด ในเด็กเล็กและคนชราควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษโดยให้อยู่ในห้องที่มีอากาศระบายได้ดี และไม่ให้เด็กหรือคนชราอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพังในกรณีที่จะต้องไปทำงานท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด ควรเป็นบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรงโดยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ ละ 30 นาที เพื่อให้ร่างกายเคยชินกับสภาพอากาศร้อนจัด หากพบเจอผู้เป็นโรคฮีทสโตรกสามารถช่วยเหลือเบื้องต้น โดยนำเข้าในที่ร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง ถ้ามีการอาเจียนให้นอนตะแคงก่อน เมื่ออาเจียนแล้วให้นอนหงาย คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่นออก ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบ ตามซอกลำตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ เพื่อระบาย ความร้อนร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน ราดน้ำเย็นลงบนตัว เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลง ให้ดื่มน้ำหรือน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทน แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด. ภัทรวินทร์ ลีปาน หนองคาย