เสียงสะท้อนผู้ปกครอง 'เรียนออนไลน์' ดีกว่า 'หยุด 1 ปี' วอนรัฐช่วยแบ่งเบาค่าเน็ต-ค่าเทอม

ภูมิภาค14 ส.ค. 2564 • 04:25 น.โดย ขวัญชัย หาญประโคน
เสียงสะท้อนผู้ปกครอง 'เรียนออนไลน์' ดีกว่า 'หยุด 1 ปี'  วอนรัฐช่วยแบ่งเบาค่าเน็ต-ค่าเทอม
เสียงสะท้อนผู้ปกครองที่บุรีรัมย์ หยุดเรียน 1 ปี มีทั้งผลดีผลเสีย ชี้เรียนออนไลน์แม้ไม่ได้ความรู้เต็มที่ แต่ดีกว่าปล่อยเด็กว่าง วอนรัฐช่วยแบ่งเบาค่าอินเตอร์เน็ตและค่าเทอม วันนี้ (14 ส.ค.64) สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือ (โควิด-19) ระลอกใหม่ ที่ยังมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้วิถีชีวิตของหลายครอบครัวต้องเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอยู่ในวัยเรียนก็ต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างเช่น น.ส.จิตมณี นิ่มหัตถา ข้าราชการประจำหน่วยงานแห่งหนึ่ง ใน จ.บุรีรัมย์ เธอต้องพาน้องอุณๆ ลูกชาย วัย 8 ขวบ ซึ่งปัจจุบันกำลังเรียนอยู่ชั้น ป.2โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัด มานั่งเรียนออนไลน์ที่สำนักงานด้วย เพื่อที่เธอจะได้ทำงานตามภารกิจหน้าที่ ควบคู่กับการดูแลลูกชายช่วงที่เรียนออนไลน์ไปด้วย เธอยอมรับว่า การเรียนออนไลน์แม้เด็กจะเข้าใจยาก และไม่ได้รับความรู้เต็มที่เหมือนกันการไปเรียนที่โรงเรียน แต่ด้วยสถานการณ์วิกฤติแบบนี้ ก็คงเป็นทางเลือกเดียวที่สามารถทำได้ ณ เวลานี้ สำหรับกระแสที่จะประกาศปิดเรียนเป็นเวลา 1 ปี ทั่วประเทศนั้น ส่วนตัวมองว่า มีทั้งผลดีและผลเสีย ซึ่งผลดีคือ ความปลอดภัยของครู ผู้ปกครอง และเด็กนักเรียนเอง โดยเฉพาะบุรีรัมย์ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่สีแดงที่มียอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ตัวเด็กก็จะขาดความรู้และมีผลต่อพัฒนาการตามวัยด้วย แต่หากให้เรียนออนไลน์ถึงแม้จะเพิ่มภาระกับผู้ปกครองที่ต้องซื้ออุปกรณ์ เช่น มือถือ โน๊ตบุ๊ก และค่าอินเตอร์เน็ต สำหรับให้ลูกเรียน แต่ก็ทำให้เด็กได้พูดคุยสื่อสารกับครู และเพื่อนๆ บ้าง ดีกว่าให้เด็กมีเวลาว่างมากจนเกินไป แต่หากเรียนออนไลน์ก็อยากฝากให้รัฐบาลช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเทอม ค่าอินเตอร์เน็ต หรืออุปกรณ์ต่างๆ ให้กับผู้ปกครองบ้าง โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนที่มีค่าเทอมค่อนข้างสูง ไม่ต่างจาก นายชาญชัย เพชรศรี พ่อค้าร้านขายของชำ ซึ่งมีลูก 2 คน เรียนอยู่ชั้น ป.3 และ อนุบาล ก็ต้องลงทุนซื้อมือถือส่วนตัวให้ลูก เพื่อใช้เรียนออนไลน์ เครื่องละ 4 พันกว่าบาท และค่าแพ็กเก็ตอินเตอร์เน็ตอีก เดือนละ 200 บาท ทำให้ผู้ปกครองมีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งยังกระทบต่อการประกอบอาชีพ เพราะช่วงที่ขายของก็ต้องคอยดูและสอนลูกเรียนออนไลน์ไปด้วย เพราะการเรียนผ่านระบบออนไลน์เด็กเข้าใจยากกว่าที่ครูเขียนหรืออธิบายบนกระดาน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเพิ่มภาระหรือได้ความรู้ไม่เต็มที่เหมือนกับการไปเรียนที่โรงเรียน แต่ส่วนตัวก็มองว่าด้วยวิกฤติแบบนี้ก็คงไม่มีทางเลือกอื่น แต่หากให้หยุดเรียน 1 ปีไปเลย จะเป็นผลเสียมากกว่าการเรียนออนไลน์ เพราะอย่างน้อยเด็กก็ได้พูดคุยสื่อสาร หรืออ่านเขียน ทบทวนความรู้บ้าง