ชาวแสนตุ้งต้อนรับอบอุ่น “อภิสิทธิ์” มั่นใจประชาธิปัตย์ยึด สส.ภาคตะวันออก 4 จังหวัด

ภูมิภาค23 ม.ค. 2569 • 14:47 น.
ชาวแสนตุ้งต้อนรับอบอุ่น “อภิสิทธิ์” มั่นใจประชาธิปัตย์ยึด สส.ภาคตะวันออก 4 จังหวัด

"อภิสิทธิ์" นำทีมประชาธิปัตย์ลุยตลาดแสนตุ้ง ตราด ขออย่าเลือกผู้สมัครซื้อเสียง ชูการเมืองสุจริต โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ย้ำจุดยืน MOU 43 ปกป้องอธิปไตยไทย มั่นใจคว้า สส.ภาคตะวันออก 4 จังหวัด

เมื่อเวลา08.30 น. วันที่ 23 ม.ค.69 ที่หน้าตลาดสดเทศบาบตำบลแสนตุ้ง อ.เขาสมิง จ.ตราด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค นายสาธิต วงษ์หนองเตย กรรมการ นายธีระ สลักเพชร อดีตสส.ตราด 5 สมัย พร้อมนายปรีชาวิทย์ ฉิมผกา ผู้สมัครสส.ตราด พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมามาปราศรัยหาเสียง กับพี่น้องประชาชนชาวตราด ตามนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่ปราศรัยใหญ่ในภาคตะวันออก 3 จังหวัด คือ ตราด จันทบุรี และระยอง โดยจ.ตราดเป็นจังหวัดแรกของการปราศรัย

ก่อนเวลา 08.30 น.ประชาชนชาวตราดและชาวอำเภอเขาสมิงมารอพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เดินทางมาถึงในเวลา 08.20 น.และพบพี่น้องชาตราด ที่มามอบดอกไม้ และถ่ายรูป ก่อนเดินทางไปพบปะกับพี่น้องประชาชนในตลาดสดเทศบาลตำบลแสนตุ้ง ซึ่งได้รับการตอบรับจำนวนมาก ซึ่งแม่ค้าหนึ่งถึงกับกระโดดหอมแก้มนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ท่ามกลางเสียงเฮดังไปทั่วตลาด

จากนั้น ได้ขึ้นปราศรัยกับพี่น้องชาวตราดและชาวเขาสมิง โดยกล่าวถึงการเดินทางมาจ.ตราดเป็นครั้งที่สอง โดยครั้งแรกมาเยี่ยมผู้อพยพจากการสู้รบ และครั้งนี้มาเพื่อขอการสนับสนุนผู้สมัครของพรรคและสนับสนุนลงคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์ ที่วันนี้ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยดูจับตามองในเรื่องการเลือกตั้งว่ามีการนำเงินสีเทามาใช้ในการซื้อเสียง ซึ่งขอฝากพี่น้องประชาชนชาวตราดอย่าไปรับ เพราะจะได้ผู้สมัครที่เข้าไปอย่างไม่สุจริต พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายบริปารงานที่ชัดเจนและไม่มีการทุจริต ซึ่งหากเลือกพวกเราเข้าไปจะได้รัฐบาลที่ไม่ทุจริต นอกจากนี้ ทางพรรคยังมีนโยาบบายในการดูแลพี่น้องประชาชนตั้งแต่แรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในเรื่องของเด็กแรกเกิดที่จะมีเงินทุนสนับสนุนไปจนถึงโตและมีเงินทุนในการศึกษา 1 แสนบาทที่สามารถนำไปใช้ในการศึกษาได้

“ในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจนั้น พรรคประชาธิปัตย์ยังต้องพัฒนาภาคตะวันออกในโครงการอีอีซีต่อไป เพื่อต่อยอดให้กับการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศต่อไปที่จะทำให้ภาคตะวันออกเติบโตอย่างมีระบบ”นายอภิสิทธิ์กล่าว

หลังจากนั้น นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงความเป็นไปได้ที่จะมีที่นั่งสส.ของพรรคในภาคตะวันออกว่า ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์เคยได้สส.ใน 4 จังหวัดภาคตะวันออกเกือบทั้งหมด การเดินทางมาครั้งนี้จึงมีความมั้นใจว่าจะสามารถยึดที่นั่งได้ จากกระแสของความนิยมของพรรคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่าต้องการเห็นการยกระดับใน 3 ภาคส่วนสำคัญ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนในอดีต ได้แก่ ภาคการเกษตร มุ่งเน้นการแปรรูปอาหารและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลไม้ ซึ่งเป็นจุดแข็งของภาคตะวันออก ให้กลายเป็น เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ ในการขับเคลื่อนประเทศ ภาคอุตสาหกรรม ปรับฐานการผลิตจากอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไปสู่อุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูง (High Technology) ภาคการท่องเที่ยว เน้นการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวคุณภาพสูง เกือบทุกจังหวัดในภาคตะวันออกล้วนมีศักยภาพและประเด็นเหล่านี้อยู่ การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงเป็นการนำเสนอแนวทางเพื่อขอเสียงสนับสนุนเข้าไปผลักดันนโยบายดังกล่าวให้เป็นจริง

ในประเด็นด้านความมั่นคงชายแดน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การสนับสนุนกองทัพเพื่อปกป้องอธิปไตยเป็นหน้าที่พื้นฐานของทุกรัฐบาล แต่จุดเด่นของพรรคประชาธิปัตย์คือการเน้น ยุทธศาสตร์ทางการทูตและการต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาคมโลก ให้ต่างชาติเข้ามารับรู้สถานการณ์จริงและช่วยกันป้องปรามไม่ให้กัมพูชาเข้ามารุกรานพื้นที่ของไทยซ้ำอีก พร้อมกันนี้ย้ำว่า พรรคสนับสนุนให้มีการเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปะทะในช่วงที่ผ่านมาอย่างเร่งด่วน

ส่วนการแก้ปัญหาความขัดแย้ง คือ การต่างประเทศ โดยขณะนี้อยู่ในช่วงการหยุดยิง เป้าหมายหลัก คือ การเจรจาให้มี ผู้สังเกตการณ์ เข้าไปในฝั่งกัมพูชา เพื่อตรวจสอบและป้องกันไม่ให้มีการลักลอบลำเลียงกำลังพลและอาวุธเข้ามาประชิดชายแดน หากทำสำเร็จจึงจะเร่งกลับมาสู่กระบวนการจัดทำหลักเขตแดนตามสนธิสัญญาต่อไป

นายอภิสิทธิ์ ได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ MOU 44 (ทางทะเล) ปัจจุบันไม่มีการนำมาใช้ปฏิบัติจริง การจะคงอยู่หรือยกเลิกจึงแทบไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ใดๆ ส่วน MOU 43 (ทางบก) ยังเป็นกรอบการทำงานที่จำเป็น โดยนายอภิสิทธิ์ยืนยันจากการหารือกับเจ้าหน้าที่ทหารกรมแผนที่ทหารว่า การทำงานภายใต้ MOU 43 ไม่เคยยึดถือแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ตามที่มีการเข้าใจผิดกัน ส่วนเรื่องการยกเลิก MOU 43 อาจสร้างความเสี่ยงให้กับประเทศไทย ซึ่งกัมพูชานำเรื่องนี้ไปฟ้องร้องต่อองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ที่ประเทศไทยต้องการ