เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคตะวันออก ชง 8 ข้อเสนอ ดันศักยภาพสื่อชุมชนเพื่อคนทุกวัย

ภูมิภาค6 ต.ค. 2568 • 08:47 น.
เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคตะวันออก ชง 8 ข้อเสนอ ดันศักยภาพสื่อชุมชนเพื่อคนทุกวัย

8 ข้อเสนอภาคีเครือข่ายวิทยุชุมชนภาคตะวันออก เพื่อร่วมขับเคลื่อนศักยภาพวิทยุชุมชนในการเป็นผู้ผลิตสื่อวิทยุชุมชนแก่คนทุกวัย

เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคตะวันออกเข้มแข็ง เดินหน้าร่วมจัดทำข้อเสนอ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นใน การออกแบบหลักสูตรการอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรวิทยุชุมชนในภาคตะวันออก ที่จัดขึ้นในวันที่ 13 ธันวาคม 2567 ณ ห้องประชุมคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี ภายใต้วัตถุประสงค์ที่ 1 เพื่อพัฒนาศักยภาพของสถานีวิทยุชุมชน นักจัดรายการ ผู้สื่อข่าวชุมชน และประชาชน ที่สนใจเพื่อให้ชุมชนมีบุคลากรที่มีความสามารถในการจัดการระบบนิเวศการสื่อสารที่สร้างสรรค์ โดยมีเครือข่าย วิทยุชุมชนภาคตะวันออก 25 สถานี จำนวน 70 คน จาก 6 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดจันทบุรี จังหวัด ปราจีนบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดนครนายก จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี ภายใต้โครงการ “โครงการพัฒนา ศักยภาพเครือข่ายวิทยุชุมชน” ที่สนับสนับและส่งเสริมโดย “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์”

โดย ดร.เนตรดาว ยั่งยุบล หัวหน้าศูนย์นวัตกรรมทางสังคมเพื่อการบริหารและการพัฒนาท้องถิ่นที่ยังยืน คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้กล่าวชี้แจงวัตถุประสงค์โครงการและแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ร่วมกับเครือข่ายบุคลากรที่ทำงานด้านวิทยุชุมชนภาคตะวันออก เพื่อพัฒนาเนื้อหาหลักสูตรการอบรมพัฒนา ศักยภาพบุคลากรที่ทำงานด้านวิทยุชุมชนตลอดจนนำเสนอบทเรียนความรู้การพัฒนาหลักสูตรวิทยุชุมชนในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยหัวใจสำคัญของการพัฒนาหลักสูตรคือ การสร้างหลักสูตรต้นแบบเพื่อพัฒนาศักยภาพของสถานี วิทยุ ชุมชน นักจัดรายการ ผู้สื่อข่าวชุมชน และประชาชนที่สนใจ เพื่อให้ชุมชนมีบุคลากรที่มีความสามารถในการจัดการ ระบบนิเวศการสื่อสารที่สร้างสรรค์ใน 4 ภูมิภาค ให้สามารถนำความคิด ประเด็นข้อมูลจากพื้นที่มาผลิตสื่อ ที่เป็นข่าวสารที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้ และเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือคนทำงานด้านวิทยุชุมชน พื้นที่ต้นแบบในการผลิตสื่ออย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ รวมทั้งเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังชุมชนต่างๆ อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพของตนเองเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเพื่อพัฒนาโครงการ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถานีวิทยุ การสื่อสารหลายช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และวิทยุชุมชนเป็น พื้นที่ช่วยเหลือในประเด็นเร่งด่วนของชุมชนที่ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งเนื้อหาจะอ้างอิงกับบริบทของกลุ่มเป้าหมาย แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ผลลัพธ์การเรียนรู้ สื่อหรือ แหล่งเรียนรู้ และแหล่งเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำไปใช้งานได้จริง หรือนำไปบูรณาการสร้างสรรค์ กิจกรรม หรือกระบวนการเฝ้าระวังสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ได้ โดยประกอบไปด้วยเนื้อหาหลักสูตรที่สำคัญ 5 หน่วยการเรียนรู้ คือ

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 การรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) โดยมี รศ.ดร.สุชาดา พงศ์กิตติวิบูลย์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นวิทยากรผู้รับผิดชอบ ประเด็นนี้ มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้เกี่ยวกับแนวทางการเป็นพลเมืองรู้เท่าทันสื่อมีความรู้ความเข้าใจหลักการ +6 -3 สื่อปลอดภัยสร้างสรรค์ และมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อกับประกอบสร้างความหมาย การปลูกฝังความคิด และการรู้เท่าทันสื่อ โดยมีการเปิดรับสื่อ การวิเคราะห์สื่อ การเข้าใจสื่อ การประเมินค่า และการใช้สื่อ ให้เกิดประโยชน์ได้ ประกอบด้วยเนื้อหาหลักสูตร 3 เรื่อง ได้แก่ (1) แนวคิดการรู้เท่าทันสื่อ (2) นิยามสื่อปลอดภัยสร้างสรรค์ (+6-3) และ (3) สื่อกับการประกอบสร้างและการปลูกฝังอุดมการณ์

หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 พลเมืองดิจิทัล (DigitalCitizenship) โดยมี ดร.สมัชชา นิลปัทม์ คณะวิทยาการการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นวิทยากรผู้รับผิดชอบ โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการร่องรอยดิจิทัล สิทธิส่วนบุคคลบนโลกออนไลน์ และความปลอดภัยไซเบอร์ และให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในด้านคุณธรรม จริยธรรม และความปลอดภัยต่อการ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศบนโลกออนไลน์รวมถึงการเคารพสิทธิ ของผู้อื่นบนโลกออนไลน์ อีกทั้ง เสริมสร้างความรู้ ในการป้องกันตนเองและคนรอบข้างจากภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตและกลลวงทางไซเบอร์ โดยมีเนื้อหาสาระ ที่สำคัญของหลักสูตร 4 ประเด็น ได้แก่ (1) ทักษะการเป็นพลเมืองดิจิทัล (2) รอยเท้าดิจิทัล (Digital Footprint) (3) สิทธิส่วนบุคคลบนโลกออนไลน์ (Human Rights) และ (4) ความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security)

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ข่าวลวง (Fake news) โดยมี ผศ.ดร สุรวุฒน์ ช่อไม้ทอง คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นวิทยากรผู้รับผิดชอบ โดยมีวัตถุประสงค์ ที่สำคัญ เพื่อผู้เรียน มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข่าวลวง การโฆษณาชวนเชื่อ และยุทธการทางข้อมูลข่าวสาร และมีทักษะ ในการ วิเคราะห์ และประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ได้ อีกทั้งให้เกิด ความตระหนักถึง ผลกระทบต่างๆ ที่เกิดจากข่าวลวงและมีส่วนร่วมเป็นเครือข่ายในการตรวจสอบข่าวลวง เนื้อหาสาระสำคัญ ของหลักสูตรจะประกอบด้วย นิยาม Fake News และคำที่เกี่ยวข้อง รูปแบบ ผลกระทบและการรับมือกับ Fake Newsรวมถึง เครื่องมือและช่องทางการตรวจสอบ Fake News

หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การระรานทางไซเบอร์ (Cyber Bullying) โดยมี คณะวิทยาการการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นวิทยากรผู้รับผิดชอบ โดยในประเด็นนี้มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์และการคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์ และมีความรู้ ในการป้องกันตนเองจากการระรานทางไซเบอร์ และการคุกคามทางเพศ บนโลกออนไลน์ รวมถึง มีความรู้ ความเข้าใจในด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับการระรานทางไซเบอร์และ การคุกคามทางเพศ บนโลกออนไลน์ โดยมีกรอบเนื้อหาใน 3 ประเด็น คือ (1) การระรานทางไซเบอร์ (Cyber Bullying) (2) การคุกคามทางเพศ บนโลกออนไลน์ (Cyber Sexual Harassment) และ (3) การรับมือ Cyber Bullying

และหน่วยการเรียนรู้ที่ 5 Workshop Media literacy (ภูมิทัศน์สื่อ) โดยมี ดร.เนตรดาว ยั่งยุบล คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นวิทยากรผู้รับผิดชอบ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดกระบวนการ เกิดความรู้ ความเข้าใจสภาพการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศสื่อ พฤติกรรมของผู้รับสาร โครงสร้างทางอำนาจที่เกี่ยวข้อง กับการสร้างสรรค์สื่อและเพื่อผู้จัดรายการวิทยุชุมชนสามารถปรับตัวและออกแบบการใช้ประโยชน์จากสื่อโชเชียล มีเดียได้ กรอบเนื้อหาของหลักสูตรจะประกอบด้วยการออกแบบภูมิทัศน์ สื่อและการปรับตัวและออกแบบการ ใช้ประโยชน์จากสื่อโซเชียลมีเดียได้

ซึ่งในกระบวนการออกแบบหลักสูตรฯครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของบุคลากรที่ทำงาน ด้านวิทยุชุมชนในแต่ละภูมิภาค ให้สามารถนำความคิด ประเด็น ข้อมูลจากพื้นที่มาวิเคราะห์ พัฒนา ออกแบบ การสื่อสารในแบบของชุมชน ตลอดจนนำเสนอบทเรียนการพัฒนาหลักสูตรวิทยุชุมชนในระดับภูมิภาค สาระสำคัญของการออกแบบหลักสูตร คือการหลอมรวมสื่อเพื่อใช้สื่อชุมชนเกิดการพัฒนาแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละภูมิภาค มุ่งเน้นการพัฒนากลุ่มเครือข่ายวิทยุชุมชนในรูปแบบ ของวิทยุ ประกอบธุรกิจ วิทยุสาธารณะ สื่อวิทยุชุมชน และสำนักข่าวท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาค สิ่งสำคัญคือการสื่อสารของ สื่อชุมชน ต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม เช่น การมีส่วนร่วมในการผลิตเนื้อหาและสะท้อนความคิดเห็นในชุมชน สามารถนำประเด็นปัญหาและข้อมูลจากสถานการณ์พื้นที่มาวิเคราะห์เพื่อผลิตเนื้อหาสื่อสารปัญหาโดยตรง ชุมชนสามารถใช้สื่อที่อยู่ในพื้นที่เป็นกระบอกเสียงหรือสื่อกลางในการสื่อสารปัญหา ดังนั้นการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนา ศักยภาพวิทยุชุมชนจึงมุ่งเน้นการพัฒนาในกลุ่มเครือข่ายวิทยุชุมชนในระดับภูมิภาคให้สื่อวิทยุชุมชนเป็นการสื่อสาร เพื่อชุมชนโดยชุมชนอย่างแท้จริง

และจากการแลกเปลี่ยนกันของเครือข่ายคนทำงานวิทยุชุมชนใน 6 จังหวัดของภาคตะวันออกพบว่า ที่ผ่านมาสื่อวิทยุชุมชนมีการทำงานทำข่าวร่วมกันช่วยเหลือกันผลิตสื่อเพื่อเฝ้าระวังป้องกันสื่อที่ไม่ปลอดภัยได้ และสามารถนำเสนอข่าวสารที่เร่งด่วนจากพื้นที่เชื่อมโยงกับสื่อใหญ่ และยังสามารถเข้าถึงรากหญ้า เข้าถึงปัญหา ที่แท้จริงได้อย่างรวดเร็วให้ประชาชน แต่สื่อวิทยุกับสื่อออนไลน์แตกต่างกัน วิทยุเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง อยู่ในชีวิตประจำวัน เป็นข่าวที่กลั่นกรองข้อเท็จจริงแล้ว ส่วนสื่อออนไลน์ เด็กและเยาวชนจะเลือกได้เองว่า ชอบไม่ชอบ และจะไม่รับรู้เรื่องราวที่หลากหลายและสำคัญ เป็นช่องทางรับสื่อที่ไม่ปลอดภัยทุกวันนี้สื่อที่เยาวชน ได้รับไม่ค่อยมีประโยชน์ไม่ปลอดภัย

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้วิทยุชุมชนเกิดการปรับตัว คนทำงานเข้าจัดรายการที่สถานีน้อยลง นำเสนอเป็นเทปรายการมากขึ้น ใช้ช่องทางสื่อโซเซียล เฟคบุ๊ค รับเรื่องร้องทุกข์ร้องเรียน แต่ยังมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ และหลายสถานีผันตัวเองมาทำงานพิธีกร ทำงานเพื่อประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค อาทิเช่น สถานีวิทยุชุมชนคนแปลงยาว เป็นศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ทำงานเชื่อมโยงกับสปสช. เป็นศูนย์ยืมกายอุปกรณ์ คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง หมอรพสต.กลุ่มเป้าหมายคือผู้สูงอายุ ทำการเฝ้าระวังเรื่องกลิ่น สิ่งแวดล้อม รับสายร้องเรียน 24 ชม. ประสานงานกับทางอำเภอเป็นสถานีวิทยุ ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนทำไร่ ทำนา ทำสวน วัดช่วยสนับสนุนค่าไฟฟ้า หน่วยงานในพื้นที่เข้ามาขอใช้สถานี ในการประชาสัมพันธ์ เช่น ตำรวจ แต่ยังขาดแคลนทุนในการปรับปรุงเครื่องมืออุปกรณ์ กสทช.ไม่ได้เข้ามาหนุนเสริม

ผู้เข้าร่วมต่างสะท้อนว่า เรื่องของสถานีวิทยุเป็นปัญหายืดเยื้อมายาวนานที่ไม่มีการปรับปรุงผู้ฟังวิทยุส่วนมาก เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ติดเตียง ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ไม่มีโอกาสเข้าถึงสื่อโซเซียล มีความผูกพันกับสถานีวิทยุได้รับ ข่าวสาร พยากรณ์อากาศ สำหรับชาวประมงในพื้นที่ การปิดสถานีจึงส่งผลกระทบต่อคนเหล่านี้ จึงอยากให้สถานีวิทยุ ดำเนินรายการต่อไป แต่สถานการณ์ขอคนทำวิทยุชุมชนพบว่ายังไม่มีความเข้าใจ และยังไม่มีความชัดเจน เรื่องแนวปฏิบัติ มีข่าวว่าจะเลิกให้ออกอากาศ เรื่องการแบ่งประเภทของวิทยุ แบ่งตามข้อกำหนดต่างๆ ที่ทำให้เกิด ความแตกต่างกัน แบ่งเป็นวิทยุชุมชน วิทยุสาธารณะ และวิทยุธุรกิจ สามารถโฆษณาได้ และเรื่องการประมูล คลื่นความถี่ ถ้ายังไม่มีการประมูลควรให้แต่ละสถานียืดเวลาออกอากาศไปจนกว่าจะมีการประมูลจาก กสทช. ให้มีการหยุดออกอากาศพร้อมกันทั่วประเทศ ยกตัวอย่างที่จังหวัดนครนายก มีวิทยุสาธารณะและธุรกิจ จำนวนมาก ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าใครจะไปต่อบ้าง ยังไม่เข้าใจ ไม่รู้ทิศทางของตนเองยื่นประมูลแล้ว คนทำงานมีหมวกหลายใบ ในการทำงานมีการให้บริการข่าวสารให้กับส่วนของหน่วยงานสามารถบูรณาการทั้งสาธารณะและชุมชนได้ นอกจากนี้ ปัญหาที่สื่อวิทยุชุมชนเจอ เช่น เรื่องการโฆษณาเกินจริง รายได้ ที่ได้สูงสุดต่อเดือนทุกวันนี้ประมาณ 5,000 ต่อเดือน จากแต่ก่อนเคยได้มากถึง 4-5หมื่น เนื่องจากอย.ไล่บี้ ค่าปรับ เงินสด ไม่ให้ผ่อนชำระ สถานีรับโฆษณา เอาแผ่นมาเปิด บริษัทและสถานีมีความผิดด้วยกัน ถ้าจะสู้ต้องหยุด ออกการออกกาศ ต้องชนะ ไม่จ่ายก็ไม่ได้ออกอากาศ

ข้อเสนอบทบาทของสื่อวิทยุชุมชน คือนำเสนอข่าวสารข้อมูลช่วงต้นชั่วโมง เช่น ความที่ควรรู้ เตือนภัย เฟคนิวส์ เพื่อให้ผู้รับฟังได้รู้เท่าทัน เน้นความสำคัญของวิทยุชุมชนให้คงอยู่ ไม่ควรลดปริมาณลงให้เหลือน้อย ช่องทาง สื่อดีๆจะลดน้อยลง เสนอให้สร้างความร่วมมือทั้งในสื่อวิทยุ หนังสือพิมพ์ นำแนวคิดของแต่ละฝ่าย หาแนวทางว่า จะไปในทิศทางไหนเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน มีการนำเสนอข่าวสารต้นชม.ผ่านเครือข่าย ผ่านการกลั่นกรอง และให้กสทช.ไม่ต้องบี้เรื่องการโฆษณา การขายสินค้า รายได้ไม่พอกับรายจ่ายต่อเดือน (ค่าใช้จ่ายจากการต่อ 5,000 ขอใช้ความถี่ 2,500 เงินประกัน 10,700 บาท หลังประมูล)

ซึ่งจากการระดมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคีเครือข่ายวิทยุชุมชนภาคตะวันออก สรุปเป้าหมาย ร่วมกันในการพัฒนาการทำงานด้านวิทยุชุมชน เพื่อพัฒนานวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์ สร้างสังคม ปลอดภัยอย่างยั่งยืน ยกระดับกลไกการขับเคลื่อนเครือข่ายใน 3 ระดับ ได้แก่ ในระดับตำบลคัดเลือกต้นแบบ 1สถานี 1 นวัตกรรม ระดับ จังหวัด มีนโยบายจังหวัดเฝ้าระวังให้สื่อมีความปลอดภัยและสร้างสรรค์ และในระดับภูมิภาค มีการขับเคลื่อนเครือข่าย วิทยุชุมชนภาคตะวันออกอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้โดยอาศัยเครื่องมือหลักสูตรพัฒนาวิทยุชุมชน ในการพัฒนาบุคคลากร ด้านวิทยุชุมชน พัฒนาเครือข่ายสื่อปลอดภัย ทำความร่วมมือวิทยุชุมชน พัฒนาหลักสูตร การเรียนระยะสั้น และการเทียบโอนวุฒิการศึกษาสำหรับบุคลากรด้านวิทยุชุมชน

โดยข้อเสนอเชิงนโนบายเครือข่ายวิทยุภาคตะวันออกจากการจัดอบรมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดังกล่าว สรุปได้ทั้งหมด 8 ข้อเสนอด้วนกันคือ (1.) การเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรวิทยุชุมชนในระดับภาค ทั้งในด้านความรู้เกี่ยวกับการนำเสนอสื่อและรูปแบบในการนำเสนอสื่อชุมชน (2.) การตั้งกองทุนสนับสนุนการ พัฒนาวิทยุชุมชน โดยเสนอให้มีการจัดเก็บงบประมาณร้อยละ 2 จัดตั้งกองทุนสนับสนุนวิทยุชุมชนภาคตะวันออก (3.) จัดทำมาตรฐานสื่อวิทยุชุมชน มีมาตรการการคัดกรองเนื้อหา การนำเสนอที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นช่องทาง ของสื่อสารที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์สำหรับชุมชน (4.) จัดตั้งวิสาหกิจวิทยุชุมชนธุรกิจ เพื่อให้สามารถจัดการ งบประมาณในการดำเนินงานด้านวิทยุได้ (5.) ยกระดับการให้ความรู้ ข่าวสาร ในท้องถิ่นที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ (6.)การปรับรูปแบบการดำเนินงานสื่อวิทยุชุมชนโดยเชื่อมประสานกันระหว่างเครือข่ายวิทยุชุมชนร่วมกับภาคีสถาบันการศึกษามหาวิทยาลัย และกองทุนสื่อฯ (7.) จัดตั้งโครงการสำหรับเครือข่ายวิทยุชุมชน ให้เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ สื่อต่างๆในระดับท้องถิ่น อำนวยความสะดวกให้มีการจัดรายการและการโฆษณา (8.) กำหนดมาตรการการกำกับดูแล จริยธรรม ตรวจสอบการดำเนินการเกี่ยวกับการโฆษณาของวิทยุชุมชน

การจัดกิจกรรมอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่ทำงานด้านวิทยุชุมชนภาคตะวันออกนี้ มุ่งหวังสร้างนิเวศ สื่อที่ดีในทุกมิติ และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชุมชนและสังคมผ่านสื่อมวลชนที่มีศักยภาพต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง