เช้าวันที่ 14 พฤษภาคม ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้พบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ
โดยผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะกำหนด "การสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์อย่างสร้างสรรค์" เป็นนิยามใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
ปีนี้นับเป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน ซึ่งประชาชนจีนกว่า 1.4 พันล้านคนกำลังเดินหน้าผลักดันความทันสมัยแบบจีนอย่างรอบด้านผ่านการพัฒนาคุณภาพสูง
ขณะเดียวกัน ปีนี้ยังเป็นวาระครบรอบ 250 ปีแห่งเอกราชของสหรัฐฯ ซึ่งประชาชนอเมริกันกว่า 300 ล้านคนก็กำลังผลักดันการพัฒนาประเทศไปสู่เส้นทางใหม่เช่นกัน
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ให้แนวทางสำคัญแก่ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ด้วยมุมมองเชิงยุทธศาสตร์และการประเมินสถานการณ์รอบด้านอย่างลึกซึ้ง
ในฐานะสองประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก การรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์และการหาหนทางอยู่ร่วมกันอย่างถูกต้องบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ล้วนมีความสำคัญยิ่งต่อทั้งสองประเทศและต่อโลก
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้อธิบายแก่นสำคัญของ "เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์อย่างสร้างสรรค์" ผ่านสี่มิติหลัก ได้แก่ “เสถียรภาพเชิงบวกที่มีความร่วมมือเป็นหลัก”
มิติที่สองคือ “เสถียรภาพที่เกื้อกูลกันบนการแข่งขันอย่างพอเหมาะ” มิติที่สามคือ “เสถียรภาพตามปกติที่สามารถบริหารจัดการความเห็นต่างได้”
และมิติสุดท้ายคือ “เสถียรภาพระยะยาวที่สันติภาพเป็นสิ่งคาดหวังได้” ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นแนวทางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ในอีกสามปีข้างหน้าและในระยะยาว
ภายใต้สถานการณ์ใหม่นี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีทรัมป์ ได้พบปะและพูดคุยทางโทรศัพท์กันหลายครั้ง ซึ่งช่วยให้ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ โดยรวมยังคงมีเสถียรภาพ
และการบรรลุฉันทามติเรื่องนิยามใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังทั้งสองประเทศรวมถึงประชาคมโลกอย่างชัดเจน
สำหรับการยึดความร่วมมือเป็นหลัก ชี้ให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างจีน-สหรัฐฯ ควรจับตาจากภาพใหญ่และกระแสหลัก ซึ่งสามารถผลักดันเรื่องสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายและต่อโลกได้
หากมีการขยายรายการความร่วมมือให้ยาวขึ้น และทำให้ "เค้ก" แห่งความร่วมมือนี้ใหญ่ขึ้น ก็จะยิ่งช่วยเสริมรากฐานของเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ให้แน่นแฟ้น
ในด้านการแข่งขันอย่างพอเหมาะ หมายความว่าการแข่งขันไม่ควรเป็นเกมผลรวมศูนย์ที่ฝ่ายหนึ่งแพ้ฝ่ายหนึ่งชนะ แต่ควรเป็นแรงผลักดันให้ต่างฝ่ายต่างส่งเสริมและยกระดับไปด้วยกันบนกติกาที่เป็นธรรมและสร้างสรรค์
ส่วนการควบคุมความเห็นต่างนั้น เริ่มจากการยอมรับว่าจีนกับสหรัฐฯ มีสภาพประเทศและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ความเห็นต่างจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ทว่าความเห็นต่างไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการเผชิญหน้า โดยจีนและสหรัฐฯ สามารถเสริมสร้างความไว้วางใจ คลี่คลายข้อสงสัยผ่านการพูดคุยอย่างจริงใจ และบริหารความเสี่ยงผ่านการปรึกษาหารืออย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้ความเห็นต่างอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้
ขณะที่สันติภาพที่คาดหวังได้ หมายถึงการที่จีนและสหรัฐฯ ในฐานะประเทศใหญ่ มีความรับผิดชอบและพันธะหน้าที่ในการเป็น "หลักถ่วงดุล" เพื่อสันติภาพและเสถียรภาพของโลก
ดังที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวไว้ว่า การอยู่ร่วมกันอย่างสันติเป็นหลักการพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นเส้นล่างสำคัญที่สองประเทศใหญ่ต้องยึดมั่น
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เน้นย้ำว่า นิยามใหม่นี้ไม่ใช่เพียงคำขวัญ แต่ควรเป็นการลงมือปฏิบัติที่ทั้งสองฝ่ายก้าวเข้าหากันอย่างแท้จริง
โดยต้องยึดมั่นในหลักการว่า ไม่มองข้ามความดีเพียงเพราะเป็นเรื่องเล็ก และไม่ทำสิ่งไม่ดีเพียงเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก เพื่อทำทีละเรื่องอย่างจริงจังและค่อย ๆ สะสมความไว้วางใจให้ความสัมพันธ์เดินหน้าบนเส้นทางที่ถูกต้อง
ในการหารือครั้งนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายควรนำฉันทามติสำคัญที่บรรลุร่วมกันไปปฏิบัติ ใช้ช่องทางการเมือง การทูต และการสื่อสารระหว่างกองทัพให้เกิดประโยชน์สูงสุด
พร้อมทั้งขยายการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจและการค้า สาธารณสุข เกษตรกรรม การท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นการชี้เส้นทางความร่วมมือขั้นต่อไป
นับตั้งแต่การพบกันที่ปูซาน ซึ่งผู้นำจีนเคยระบุว่าควร "กำหนดทิศทางให้ดีและควบคุมภาพรวมให้มั่น" จนถึงครั้งนี้ที่อธิบายความหมายของเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์อย่างสร้างสรรค์
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง ด้วยความหนักแน่นทางยุทธศาสตร์และความรับผิดชอบต่อประวัติศาสตร์
ว่าจีนยึดมั่นในการเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ พร้อมมุ่งเติมเสถียรภาพและความแน่นอนให้แก่โลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความปั่นป่วน
เมื่อนิยามใหม่ยึดโยงทิศทางใหม่ไว้ชัดเจน บนจุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ครั้งใหม่นี้ ผู้คนทั่วโลกจึงคาดหวังว่าจีนและสหรัฐฯ จะก้าวเข้าหากันภายใต้การนำเชิงยุทธศาสตร์ของการทูตระดับประมุขรัฐ
เพื่อร่วมกันผลักดันความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ให้พัฒนาอย่างมั่นคง แข็งแรง และยั่งยืน พร้อมนำสันติภาพ ความรุ่งเรือง และความก้าวหน้ามาสู่โลกมากยิ่งขึ้นต่อไป








