วันที่ 5 ส.ค.69 "เอ็ดดี้" นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ระบุว่า ...
ปฏิญญาโมนาโก ดีลล้มรัฐบาล ที่กลับทำให้
“เขียวได้ราคา น้ำเงินได้กระสุน ส่วนส้มเสียศูนย์”
#อัษฎางค์ยมนาค | #อัษฎางค์ยมนาค
จากกระแสข่าวลือมากมาย ดูเหมือนจะเป็น “ดีลแดง–เขียว–ส้ม” เกิดขึ้นแล้ว ทั้งที่หลักฐานปัจจุบันยังไปไม่ถึงขั้นนั้น
______________________________________________
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้
กระแสที่เรียกว่า “ปฏิญญาโมนาโก” เริ่มจากข่าวลือว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เดินทางไปพบคุณทักษิณ ชินวัตรที่โมนาโก เพื่อเจรจาระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคกล้าธรรม โดยมีเป้าหมายเปลี่ยนสมการรัฐบาลหรือทำให้พรรคภูมิใจไทยพ้นจากอำนาจ
ส่วนคำพูดของคุณศิริกัญญาที่ว่า “หากเพื่อไทยกับกล้าธรรมจะเจรจาตั้งรัฐบาลใหม่ ก็ต้องมาคุยกับพรรคประชาชน” และเมื่อถูกถามว่าพูดคุยได้หรือไม่ เธอตอบว่า “เรื่องพวกนี้ก็สามารถพูดคุยกันได้”
ในทางตัวเลข สมการนี้เกิดขึ้นได้จริงบนกระดาษ ผลเลือกตั้งให้ภูมิใจไทย 191 ที่นั่ง พรรคประชาชน 120 เพื่อไทย 74 และกล้าธรรม 58 ดังนั้น แดง 74 + เขียว 58 + ส้ม 120 เท่ากับ 252 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภา 500 ที่นั่งเพียงเสียงเดียว ส่วนรัฐบาลปัจจุบันประกาศว่ามี 15 พรรค รวมประมาณ 291 เสียง
ตัวเลขดังกล่าวเป็นฐานจากผลเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาล ไม่ใช่หลักฐานว่าทั้งสามพรรคตกลงกันแล้ว
______________________________________________
มา “อ่านเกมอำนาจ” กัน
ผมมองว่านี่ไม่ใช่ภาพของ “รัฐบาลใหม่ที่ตกลงกันเสร็จแล้ว” แต่เป็นการส่งสัญญาณและสร้างอำนาจต่อรองก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การปรับคณะรัฐมนตรี หรือวิกฤตภายในรัฐบาล อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง
ผู้ที่ได้ประโยชน์ทันทีมากที่สุดคือ พรรคกล้าธรรม จากพรรคฝ่ายค้านที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล กลับถูกยกระดับให้เป็นตัวแปร 58 เสียง สามารถเปิดประตูได้ทั้งสองทาง คือเข้าร่วมกับภูมิใจไทย หรือเป็นส่วนหนึ่งของสูตรต่อต้านภูมิใจไทย ยิ่งทุกฝ่ายพูดถึงกล้าธรรมมากเท่าใด อำนาจต่อรองของ ร.อ.ธรรมนัสยิ่งสูงขึ้นโดยที่ยังไม่ต้องผูกมัดตัวเองกับใคร
พรรคเพื่อไทย ได้ประโยชน์จากการปล่อยให้สมการแดง–เขียวมีชีวิตอยู่ เพราะเป็นการส่งสัญญาณไปยังภูมิใจไทยว่า เพื่อไทยไม่ได้มีทางเลือกเดียว หากถูกลดบทบาทหรือเสียพื้นที่ในรัฐบาล ก็ยังสามารถหารือกับฝ่ายค้านได้ แต่เพื่อไทยเองก็มีต้นทุนสูง หากถอนตัวจากรัฐบาล เพราะจะต้องอธิบายว่าทำไมจึงร่วมตั้งรัฐบาลกับภูมิใจไทยก่อน แล้วจึงกลับมาจับมือกับพรรคที่โจมตีตนอย่างหนัก
พรรคประชาชน ต้องการโดดเดี่ยวภูมิใจไทยและแก้ภาพจำจากการเคยสนับสนุนคุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี คุณศิริกัญญาจึงปิดประตูสีน้ำเงิน แต่ไม่ปิดประตูสูตรอื่น อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเกมที่อันตรายที่สุดสำหรับพรรคประชาชน เพราะหากร่วมรัฐบาลกับกล้าธรรมจริง คู่แข่งจะหยิบคำว่า “มีเรา ไม่มีเทา” กลับมาโจมตีทันที จุดอ่อนจึงไม่ใช่เรื่องตัวเลข แต่เป็นเรื่องความน่าเชื่อถือและมาตรฐานที่พรรคเคยใช้ตัดสินผู้อื่น
ส่วน ภูมิใจไทย แม้เป็นเป้าหมายของข่าวลือ แต่ไม่ได้เสียเปรียบทั้งหมด เพราะสามารถนำความย้อนแย้งของพรรคประชาชนมาโจมตีว่า สุดท้ายก็พร้อมร่วมกับพรรคที่เคยตีตราว่าเป็นการเมืองสีเทา นอกจากนี้ ภูมิใจไทยยังมีทางเลือกเชิงตัวเลข หากเพื่อไทยถอนตัว โดยภูมิใจไทย 191 เสียง รวมกล้าธรรม 58 และพรรคเล็กเดิมประมาณ 26 เสียง จะมีราว 275 เสียง จึงไม่จำเป็นต้องยอมให้เพื่อไทยใช้การขู่ถอนตัวฝ่ายเดียวเป็นเครื่องต่อรอง
______________________________________________
ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้
มีความเป็นไปได้สูงที่สุดว่า ยังไม่มีการเปลี่ยนรัฐบาลในทันที แต่ทุกฝ่ายจะใช้ข่าวนี้กดดันกันระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจและการต่อรองภายในรัฐบาล
ส่วนรัฐบาลแดง–เขียว–ส้ม แม้ตัวเลขถึง 252 เสียง แต่เป็นสูตรที่เปราะบางที่สุด เพราะเกินกึ่งหนึ่งเพียงเล็กน้อย ต้องควบคุมเสียงทุกคน ต้องตกลงเรื่องนายกรัฐมนตรีและกระทรวงสำคัญ และพรรคประชาชนต้องอธิบายการร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมต่อฐานเสียงของตนเอง
______________________________________________
บทสรุปของผมคือ ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเรียกว่า “ปฏิญญาโมนาโก” หรือข้อตกลงล้มรัฐบาล แต่มีสัญญาณจริงว่าทุกพรรคกำลังเปิดทางเลือกสำรองและใช้ข่าวลือเป็นเครื่องมือเพิ่มอำนาจต่อรอง
ถ้าถามว่าใครได้ประโยชน์ที่สุด
คำตอบคือ…
1. ในด้านอำนาจต่อรอง พรรคกล้าธรรมได้ประโยชน์มากที่สุด
2. ในด้านการต่อสู้ทางวาทกรรม พรรคภูมิใจไทยได้ประโยชน์จากการทำให้พรรคประชาชนถูกตั้งคำถามเรื่องความสม่ำเสมอของจุดยืน
3. ผู้ที่เสี่ยงเสียหายมากที่สุด หากสูตรนี้เกิดขึ้นจริงคือ พรรคประชาชน เพราะสิ่งที่จะถูกตรวจสอบไม่ใช่เพียงว่าร่วมกับใคร แต่คือคำมั่นที่เคยใช้ขอคะแนนเสียงจากประชาชนครับ
______________________________________________
กล่าวโดยสรุป ผู้ได้ประโยชน์จากกระแสนี้คือฝ่ายเขียวและฝ่ายน้ำเงิน
ฝ่ายเขียวได้ยกระดับตัวเองจากพรรคที่อยู่นอกสมการ ให้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องเจรจาด้วย ขณะที่ฝ่ายน้ำเงินได้ประโยชน์จากการนำความย้อนแย้งของฝ่ายส้มมาโจมตีเรื่องจุดยืนและคำมั่นทางการเมือง
ส่วนฝ่ายส้มเสียศูนย์มากที่สุด เพราะจากเดิมที่เป็นฝ่ายกำหนดมาตรฐานว่าใครสะอาดหรือเทา กลับต้องตกอยู่ในสถานะอธิบายว่า เหตุใดคนที่เคยประกาศว่าไม่ร่วมงานด้วย วันนี้จึงกลายเป็นคนที่ “พูดคุยกันได้”
นี่จึงสะท้อนความเก๋าเกมของฝ่ายเขียวและฝ่ายน้ำเงิน ในการเปลี่ยนข่าวลือให้เป็นอำนาจต่อรอง ขณะที่ฝ่ายส้มแสดงให้เห็นถึงความอ่อนประสบการณ์ในการควบคุมจังหวะและเรื่องเล่าทางการเมือง
______________________________________________
เขียวได้ราคา น้ำเงินได้กระสุน ส่วนส้มเสียศูนย์
กระแสปฏิญญาโมนาโกทำให้ฝ่ายเขียวมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น ทำให้ฝ่ายน้ำเงินมีประเด็นโจมตีความย้อนแย้งของฝ่ายส้ม และทำให้ฝ่ายส้มต้องรับภาระอธิบายจุดยืนของตนเอง
นี่คือความเก๋าเกมของเขียวและน้ำเงิน เทียบกับความอ่อนประสบการณ์เชิงยุทธศาสตร์ของส้ม








