“ตัวกลาง” หรือ “พ่อค้าคนกลาง” ในการจัดซื้อจัดจ้างอาหารโรงพยาบาลรัฐ ที่มุ่งเน้นคัดสรรวัตถุดิบอาหารปลอดภัยหรือวัตถุดิบอินทรีย์ โดยเฉพาะเมื่อเป็นโรงพยาบาลขนาดกลางถึงใหญ่ ที่มีเตียงรองรับผู้ป่วยจำนวนมาก มีความต้องการวัตถุดิบอาหารปริมาณมากตามไปด้วย อีกทั้งการประกอบอาหารแต่ละเมนูยังต้องการชนิดวัตถุดิบที่หลากหลาย ดังนั้นการจัดหาวัตถุดิบให้ครัวของโรงพยาบาลรัฐประกอบอาหารแต่ละวันนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ทีมวิจัยเก็บข้อมูลโดยใช้วิธีกรณีศึกษาคัดเลือกตัวกลางหลากหลายรูปแบบที่พบในประเทศไทย โดยรูปแบบที่ถูกเลือกมาศึกษาต้องดำเนินการได้ประสบความสำเร็จ และดำเนินการได้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม บริษัทเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำหรับบทความนี้จะขอนำเสนอรูปแบบ “สหกรณ์การเกษตร” มาแบ่งปันให้ผู้อ่านได้เห็นภาพการทำงานและวิเคราะห์ให้เห็นบทเรียนด้านความเป็นธรรมในการจัดซื้อจัดจ้างอาหารภาครัฐ โดยสหกรณ์ฯ นี้ตั้งอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี
เมื่อพูดถึง “พ่อค้าคนกลาง” ภาพจำในหัวของสังคมไทยมักหนีไม่พ้นการกดราคารับซื้อ การฉกฉวยโอกาส เอารัด เอาเปรียบคนตัวเล็กตัวน้อย และการมุ่งหวังแต่กำไรสูงสุด จนบ่อยครั้งมักได้รับฉายาว่า “จอมขูดเลือด” ทว่า ภาพจำด้านลบเหล่านั้นกลับถูกลบล้างไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราได้ทำความรู้จักกับ “ตัวกลาง” ในกลไกจัดซื้อจัดจ้างอาหารของโรงพยาบาลรัฐ จากกรณีศึกษาของโครงการวิจัยนี้ ตัวกลางไม่ได้เข้ามาเพื่อกอบโกย แต่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ในท้องถิ่นกับโรงพยาบาล ช่วยตั้งแต่การวางแผนการผลิต รวบรวมผลผลิต พัฒนาเทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิต ตรวจรับรองคุณภาพความปลอดภัย ไปจนถึงจัดส่งวัตถุดิบ ทั้งผัก และผลไม้อินทรีย์ ส่งตรงไปยังห้องครัวของโรงพยาบาลเพื่อให้ผู้ป่วยในได้กินอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบอินทรีย์ที่ดีที่สุด และที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ พ่อค้าคนกลางในระบบนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ “สหกรณ์เกษตรอินทรีย์จังหวัดปราจีนบุรี” ที่ผลักดันให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อาหารในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี สหกรณ์ฯ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างกลุ่มเกษตรกรและโรงพยาบาลในจังหวัดปราจีนบุรี 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลอภัยภูเบศร (ขนาด 500 เตียง) และโรงพยาบาลกบินทร์บุรี (ขนาด 244 เตียง) ลองจินตนาการดูว่า ในแต่ละวัน ห้องครัวของโรงพยาบาลจะต้องใช้ผักและผลไม้จำนวนมหาศาลขนาดไหน นอกเหนือจากปริมาณที่มากแล้ว โจทย์ที่ยากกว่าคือ “ความหลากหลาย” ของชนิดผักในแต่ละเมนู ลำพังจะให้เกษตรกรอินทรีย์รายย่อยเดินถือผักบุ้ง 5 กิโลกรัม ผักคะน้า 3 กิโลกรัม มาส่งที่โรงพยาบาลด้วยตัวเองทุกวัน คงเป็นเรื่องที่ทั้งวุ่นวาย ขาดตอน และระบบบัญชีของโรงพยาบาลคงสับสนจนรับไม่ไหว ดังนั้นสหกรณ์ฯ ซึ่งมีเครือข่ายเกษตรกรในมืออยู่แล้ว จึงก้าวเข้ามาทำหน้าที่เป็น ‘วาทยากรแห่งห่วงโซ่อาหาร’ รับบทนี้ได้อย่างดีเยี่ยม
รูปภาพ 1: ภาพผักผลไม้จากเว็บไซต์ Pixabay
อาจารย์ ดร.สพญ.สรัญญา สุจริตพงศ์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เจาะลึกและสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหาร ตั้งแต่เกษตรกรต้นน้ำ เจ้าหน้าที่สหกรณ์ฯ ไปจนถึงฝ่ายจัดซื้อปลายน้ำของโรงพยาบาล งานวิจัยชิ้นนี้ได้สะท้อนให้เห็นภาพ “ความเป็นธรรม” ที่เกิดขึ้นจริงใน 3 มิติ
มิติที่หนึ่ง “ความเป็นธรรมด้านราคา” (Price Fairness) ซึ่งเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า สหกรณ์เข้ามาแล้วจะทำให้ของแพงขึ้นหรือไม่?
ในความเป็นจริง สหกรณ์ฯ ไม่ได้ทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลางที่คอยกดราคาเพื่อยึดส่วนต่างเข้าตัวเอง แต่ทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนการเจรจาอย่างมีส่วนร่วม” เพื่อหาจุดลงตัวที่สมดุลที่สุด ผลลัพธ์ที่ได้คือ เกษตรกรได้รับราคารับซื้อที่เป็นธรรมและน่าพึงพอใจ มีรายได้หล่อเลี้ยงชีพได้อย่างมั่นคง ในขณะเดียวกัน ฝ่ายโรงพยาบาลก็สามารถได้วัตถุดิบอินทรีย์คุณภาพสูงตามสเปกที่เข้มงวด โดยที่ตัวเลขค่าใช้จ่ายยังคงวิ่งอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณที่ได้รับจัดสรรมาจากภาครัฐอย่างพอดี
มิติที่สอง คือ “กระบวนการที่เป็นธรรม” (Procedural Fairness) ซึ่งเปรียบเหมือนกฎกติกาที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา สหกรณ์ฯ ได้นำ ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee System: PGS) มาใช้ขับเคลื่อน โดยรับบทเป็นกรรมการที่เป็นกลาง ด้านหนึ่งคอยเป็นพี่เลี้ยงจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรเพื่อยกระดับแปลงปลูก อีกด้านหนึ่งก็ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบอิสระ คอยการันตีความปลอดภัยให้โรงพยาบาลมั่นใจว่าวัตถุดิบที่รวบรวมส่งจำหน่ายให้ไร้สารเคมีจริงๆ
นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังยกระดับด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยการติดระบบบาร์โค้ดไว้บนถุงบรรจุภัณฑ์ของเกษตรกรทุกคน หากโรงพยาบาลตรวจพบผักเน่าเสีย ด้อยคุณภาพ หรือมีสารเคมีปนเปื้อน ก็สามารถตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อส่งคืนสินค้าไปยังตัวเกษตรกรผู้ปลูกได้โดยตรง สหกรณ์สามารถหักรายได้จากการขายได้ถูกต้อง จึงไม่มีการจับแพะชนแกะ หรือลงโทษเหมาเข่งอย่างไม่เป็นธรรม
ยิ่งไปกว่านั้น สหกรณ์ฯ ยังทลายกำแพงการผูกขาดข้อมูลด้วยเครื่องมือง่ายๆ อย่างไลน์กลุ่มในการอัปเดตโควตา ชนิด และปริมาณผักผลไม้ที่โรงพยาบาลต้องการล่วงหน้าแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ทำให้เกษตรกรทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมและโปร่งใส ช่วยให้สามารถจัดสรรและกระจายรายได้สู่สมาชิกอย่างทั่วถึง ไม่มีการให้ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มคนสนิท
มิติที่สาม ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานที่สำคัญ คือ “การปฏิสัมพันธ์ที่เป็นธรรม” (Interactional Fairness) เป็นที่ทราบกันดี เป้าหมายสูงสุดของระบบสหกรณ์ไม่ใช่การทำกำไรให้สูงสุดเหมือนบริษัทเอกชน แต่คือการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันของสมาชิก ในกรณีศึกษานี้ สหกรณ์ฯ จึงเป็นพื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเปิดเผย ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และร่วมกันตัดสินใจในทุกๆ ขั้นตอน
รูปภาพ 2: ภาพผักผลไม้จากเว็บไซต์ Pixabay
นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังทำหน้าที่สื่อสารความต้องการล่วงหน้า ของโรงพยาบาล แล้วนำมาช่วยเกษตรกรวางแผนการเพาะปลูกในระยะยาว ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ เกษตรกรไม่ต้องนั่งเดาสุ่มว่าพรุ่งนี้จะขายใคร หรือกลัวว่าปลูกมาแล้วจะไม่มีคนซื้อ แต่สามารถส่งผลผลิตเข้าสู่โรงพยาบาลได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง
สายสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกันเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเกษตรกรกับสหกรณ์, สหกรณ์กับโรงพยาบาล หรือโรงพยาบาลกับเกษตรกร ได้กลายเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยทลายข้อจำกัด และทำให้เกษตรกรรายย่อยสามารถทำธุรกิจกับหน่วยงานภาครัฐได้เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายใหญ่ผ่านการดำเนินงานของตัวกลาง
กรณีศึกษาของสหกรณ์การเกษตรอินทรีย์ปราจีนบุรี สะท้อนให้เห็นว่า "ตัวกลาง" ในห่วงโซ่อุปทานอาหารภาครัฐ ไม่จำเป็นต้องจบลงที่การกดราคาหรือการผูกขาด หากแต่สามารถขับเคลื่อนด้วยหลักความเป็นธรรมทั้ง 3 มิติ (ราคา กระบวนการ และการปฏิสัมพันธ์) ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนธุรกรรมและการจัดการระบบโลจิสติกส์ให้แก่โรงพยาบาลรัฐแล้ว ยังช่วยสร้างเสถียรภาพทางรายได้และยกระดับศักยภาพของเกษตรกรรายย่อยในท้องถิ่นให้สามารถเข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้อย่างยั่งยืน
ดังนั้น หากมีหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทในการจัดซื้อจัดจ้างอาหารเห็นถึงประโยชน์เหล่านี้ ปรับเปลี่ยนนโยบาย หลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างจากเดิมที่เน้นเกณฑ์การแข่งขันด้านราคามาเป็นการสนับสนุนและพัฒนา "ตัวกลางที่เป็นธรรม" ในลักษณะนี้ นำไปสู่การเปลี่ยนงบประมาณแผ่นดินให้กลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับสุขภาวะประชากร และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม








