วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา นายเซีย จำปาทอง สส.พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน คนที่สอง ได้รับมอบหมายจากประธานคณะกรรมาธิการฯ ให้เป็นตัวแทนรับหนังสือร้องเรียนจากกลุ่มพนักงานผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์ม "ลาลามูฟ" (Lalamove) เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีถูกบริษัทปรับลดค่ารอบการให้บริการ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและส่งผลกระทบต่อรายได้ของคนทำงานจำนวนมากทั่วประเทศ
ตัวแทนกลุ่มไรเดอร์ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า บริษัท ลาลามูฟ อีซี่ (ประเทศไทย) จำกัด ประสบความสำเร็จและมีกำไรมหาศาลจากการใช้แรงงานคนขับรถจักรยานยนต์และรถยนต์นับแสนคนทั่วประเทศที่ต้องทำงานหนักท่ามกลางความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและมลพิษ แต่บริษัทกลับดำเนินธุรกิจในแนวทางที่มุ่งเน้นการกดค่ารอบและขูดรีดกำไรจากกลุ่มผู้ทำงานที่มีอำนาจต่อรองต่ำที่สุด โดยมีการปรับเปลี่ยนระบบค่าตอบแทนและเงื่อนไขการให้บริการโดยไม่เปิดโอกาสให้คนทำงานมีส่วนร่วมรับฟังความคิดเห็น ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของคนขับทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ขอนแก่น และเชียงใหม่
สำหรับข้อเสนอของทางกลุ่มฯ แบ่งออกเป็นประเด็นหลักคือ การผลักดันให้มีอัตราค่ารอบขั้นต่ำหรือราคาที่เป็นกลางสำหรับงานแพลตฟอร์มเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนประกอบอาชีพ การเรียกร้องให้มีกฎหมายกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลให้มีความโปร่งใส รวมถึงการขอให้ตรวจสอบความเป็นธรรมในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการให้บริการ และเปิดเวทีหารือร่วมกันระหว่างรัฐ บริษัท และตัวแทนไรเดอร์เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน
โดยมีข้อเรียกร้องเฉพาะเจาะจงของกลุ่มรถยนต์ ได้แก่ การปรับค่ารอบเริ่มต้นที่ 12 บาทต่อกิโลเมตร และปรับลดค่าคอมมิชชั่นให้อยู่ที่ 14.55% เท่ากันทุกประเภทรถ ส่วนกลุ่มรถจักรยานยนต์เสนอให้ปรับค่ารอบปกติเป็น 10 บาทต่อกิโลเมตร หากเป็นงานด่วนพิเศษขอให้เพิ่มขึ้น 50% ของราคาปกติ และงานราคาประหยัดต้องไม่ต่ำกว่า 7 บาทต่อกิโลเมตร
ตัวแทนไรเดอร์ให้ข้อมูลตัวเลขเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันค่ารอบรถจักรยานยนต์เฉลี่ยอยู่ที่เพียง 3.19 บาทต่อกิโลเมตร หรือบางกรณีลดต่ำลงถึง 2.43 บาทต่อกิโลเมตร ซึ่งสวนทางกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงไม่ต่ำกว่า 4 บาท เมื่อหักต้นทุนค่าน้ำมันและค่าเสื่อมสภาพรถแล้ว บางคนเหลือรายได้เพียง 0.06 บาทต่อกิโลเมตรเท่านั้น
ขณะที่รถยนต์มีต้นทุนอยู่ที่ 6-7 บาท แต่ได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ยเพียง 3.86 บาทต่อกิโลเมตร ตัวอย่างเช่นการวิ่งระยะทาง 98 กิโลเมตร ได้ค่ารอบ 460 บาท แต่ถูกหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 80.73 บาท ทำให้เหลือรายรับเพียง 379.27 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบครัว ทั้งนี้ทางกลุ่มยืนยันต้องการให้กรรมการผู้จัดการ ลาลามูฟ ประเทศไทย ลงมารับเรื่องด้วยตนเองและดำเนินการแก้ไขภายใน 7 วัน
"พวกเราคือหัวใจของร้าน ไม่ใช่ยาจกขอส่วนบุญ และบริการที่ลูกค้าเลือกจ่ายเงินซื้อในทุกๆ วัน ไม่ได้มาจากผู้บริหารบริษัทคนใด แต่มาจากหยาดเหงื่อแรงงานและความเสื่อมยานพาหนะของพวกเราต่างหาก หากไม่มีคนทำงาน เงินจำนวนแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้สิ่งของถูกขนส่งไปยังที่หมายได้" ตัวแทนกลุ่มไรเดอร์ กล่าว
ด้านนางสาวพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ รองประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน คนที่ห้า กล่าวเสริมว่า ปัญหาแรงงานแพลตฟอร์มเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากไม่ได้มีแค่เรื่องค่ารอบ แต่ยังมีประเด็นเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนนและการคุกคามทางเพศที่คนทำงานต้องเผชิญ พร้อมเรียกร้องให้ไรเดอร์จากค่ายอื่นๆ ร่วมกันแชร์ปัญหาและรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งเพื่อให้เกิดความมั่นคงในสิทธิของคนทำงานโดยไม่แบ่งแยกประเภท
ขณะที่ นางสาวธนพร วิจันทร์ โฆษกคณะกรรมาธิการการแรงงาน ระบุว่าในอดีตค่ารอบของไรเดอร์เคยอยู่ที่ 10 บาทต่อกิโลเมตร แต่ปัจจุบันลดเหลือเพียง 3 บาท ในขณะที่ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นจาก 20 กว่าบาทเป็นเกือบ 40 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นการซ้ำเติมคนทำงานภายใต้ระบบแพลตฟอร์มต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย
จึงขอส่งเสียงถึงนายเบน ลิน กรรมการบริหารบริษัทฯ ให้เร่งหาทางออก และฝากถึงนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้เร่งแก้ไขปัญหาแรงงานกลุ่มนี้ที่เป็นผู้สร้างผลกำไรให้แพลตฟอร์ม โดยหวังว่าการพูดคุยสามฝ่ายที่จะเกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมนี้ ระหว่างบริษัท ตัวแทนไรเดอร์ และกระทรวงดีอี จะมีความคืบหน้าและไม่ถูกทำให้เป็นปัญหาหมักหมม
นายเซีย จำปาทอง สรุปแนวทางการดำเนินงานว่า ข้อมูลปัญหาและตัวเลขผลกระทบที่ได้รับแจ้งนั้นมีความชัดเจนอย่างมาก คณะกรรมาธิการฯ จะรีบนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณาตามวาระ และจะเชิญทั้งฝั่งนายจ้างและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพื่อหาแนวทางแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมทั้งแสดงความเป็นห่วงกรณีไรเดอร์ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิจนถูกบริษัทลงโทษด้วยการ "ปิดบัญชี" หรือแบนจากการรับงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น โดยคณะกรรมาธิการฯ จะเร่งบรรจุเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมสภาฯ ที่กำลังจะเปิดในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเพื่อคุ้มครองสิทธิของพี่น้องคนทำงานทุกคน
ตัวแทนกลุ่มไรเดอร์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ทางกลุ่มไม่สนับสนุนการผลักดันให้ไรเดอร์เข้าสู่ระบบประกันสังคม เนื่องจากกังวลว่าหากบริษัทต้องรับภาระจ่ายค่าประกันสังคมให้กับไรเดอร์ที่มีจำนวนสูงถึง 100,000 คน บริษัทอาจเลือกวิธีจำกัดจำนวนพนักงานลงครึ่งหนึ่งเพื่อลดต้นทุน จะทำให้อีก 5 หมื่นคนต้องตกงานทันที โดยทางกลุ่มเสนอให้ใช้รูปแบบการคุ้มครองตามเงื่อนไขประเภทรถ เช่น ประกันอุบัติเหตุสำหรับรถจักรยานยนต์แทน
ในส่วนของระบบประกันอุบัติเหตุ ตัวแทนไรเดอร์ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ในปัจจุบันว่า ประกันจะเริ่มคุ้มครองเฉพาะช่วงที่มีสินค้าอยู่บนรถเท่านั้น โดยจะเริ่มเมื่อไรเดอร์ถ่ายรูปยืนยันรับสินค้าและสิ้นสุดหลังจบงานเพียง 15 นาที ซึ่งช่วงเวลาที่ไรเดอร์ขับรถไปรับสินค้า กลับไม่มีการคุ้มครองหากเกิดอุบัติเหตุ
ทางกลุ่มจึงเสนอให้มีการขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมตั้งแต่เริ่มกดรับงาน ไปจนถึงการปิดแอปพลิเคชันเลิกงาน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยตลอดระยะเวลาการทำงานจริง ไม่ใช่คุ้มครองเฉพาะตอนที่มีของอยู่บนรถเท่านั้น
นอกจากนี้ ตัวแทนไรเดอร์ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเข้ามาควบคุมแพลตฟอร์มต่างชาติอย่างจริงจัง โดยยกตัวอย่างประเทศอินโดนีเซียที่รัฐบาลเข้าไปควบคุมค่าคอมมิชชันให้เหลือเพียง 8% เพื่อยุติสงครามราคา
"อินโดนีเซียเขาสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมได้ถึงร้อยละ 20 และออกกฎหมายควบคุมได้ ผมมองว่าเรื่องนี้แก้ไขได้ เพราะบริษัทที่มาประกอบกิจการในไทยต้องอยู่ภายใต้นโยบายและกฎหมายของไทย" ตัวแทนกลุ่มไรเดอร์ กล่าว








