วันที่ 8 ส.ค.5869 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชี้แจงข้อเท็จจริงทางวิชาการกรณีข้อมูลเสือโคร่ง "อภิญญา" และลูกเสือโคร่ง
ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า เสือโคร่งชื่อ "อภิญญา" มีลูกกับเสือตัวผู้ตัวใหม่ และตั้งข้อสังเกตว่าแม่เสืออาจทิ้งลูกเร็วเกินไปหรือสอนลูกได้ไม่มากพอ จนเป็นเหตุให้เสือวัยรุ่นแสดงพฤติกรรมเข้าหาคนนั้น
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดย ทีมวิจัยเสือโคร่ง ขอชี้แจงยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการนิเวศวิทยาและพฤติกรรมสัตว์ป่า เพื่อมิให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ดังนี้
ข้อเท็จจริงทางวิชาการและผลการติดตามของทีมวิจัย
1. สถานะปัจจุบันของครอบครัวเสือโคร่งอภิญญา
◦ จากการติดตามภาคสนามและข้อมูลเชิงประจักษ์ของทีมวิจัยเสือโคร่ง ยืนยันว่า แม่เสืออภิญญาและลูกเสือโคร่งครอกที่ 2 (ประกอบด้วยรหัส HKT-372M, HKT-373M และ HKT-374M) ยังคงอาศัยหากินและอยู่ร่วมกัน
◦ แม่เสือยังทำหน้าที่ปกป้อง เลี้ยงดู และถ่ายทอดทักษะการเอาตัวรอดตามธรรมชาติให้แก่ลูกๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีการทิ้งลูกก่อนวัยอันควรตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด
2. ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับพฤติกรรมและการสืบพันธุ์ของเสือโคร่งตามธรรมชาติ
◦ ข้อมูลที่ระบุว่าการเข้ามาของเสือตัวผู้ตัวใหม่ทำให้แม่เสือต้องรีบสลัดภาระและทิ้งลูกนั้น ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมแท้จริงของเสือโคร่งในธรรมชาติ
◦ ในทางนิเวศวิทยา แม่เสือโคร่งมีความสามารถในการเลี้ยงดูและปกป้องลูกครอกปัจจุบันควบคู่ไปกับการบริหารจัดการอาณาเขตและการตอบสนองต่อเสือตัวผู้ในพื้นที่ โดยช่วงอายุของลูกเสือในครอกนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องพึ่งพาแม่เสือ และแม่เสือยังคงให้การดูแลอย่างใกล้ชิด
3. พฤติกรรมของเสือวัยรุ่นและการระมัดระวังความปลอดภัย
◦ เสือโคร่งวัยรุ่นหรือเสือรุ่นลูก (Sub-adult) เป็นช่วงวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็นสูง (Curiosity) และอยู่ระหว่างการเรียนรู้สภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสัตว์ป่าในวัยนี้
อย่างไรก็ตาม กรมอุทยานฯ เน้นย้ำว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของเสือโคร่ง การเข้าไปทำกิจกรรม เดินเทรล หรือการกระทำใดๆ ที่ลดทอนระยะห่างและความปลอดภัย (เช่น การอยู่ในระดับสายตาเดียวกับเหยื่อ หรือการใช้สิ่งพรางตัว) อาจทำให้สัตว์เกิดความเข้าใจผิดหรือลดความระแวงภัยตามธรรมชาติลงได้
ทั้งนี้ขอความร่วมมือให้ประชาชนและผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น หรือเผยแพร่ข้อมูลที่ขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักวิชาการนิเวศวิทยาป่าไม้ เนื่องจากอาจสร้างความตื่นตระหนก ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การบริหารจัดการสัตว์ป่าของประเทศ และที่สำคัญที่สุดคืออาจทำให้ประชาชนประมาท จนนำไปสู่ความเสี่ยงในการเผชิญหน้ากับสัตว์ป่าพลัดหลงหรือสัตว์ป่าในธรรมชาติได้
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยังคงดำเนินงานโดยใช้หลักวิชาการนำทาง ควบคู่ไปกับการติดตามดูแลความปลอดภัยของทั้งคนและสัตว์ป่าอย่างใกล้ชิด หากมีข้อสงสัยหรือต้องการทราบข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถติดตามได้จากช่องทางอย่างเป็นทางการของกรมอุทยานฯ








