เวทีประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 24 เสนอรัฐบาลใช้ “ภาษีสุขภาพ” ควบคุมสินค้า “หวาน-เค็ม-เมา-ควัน” ลดการเข้าถึงสินค้าก่อโรค NCDs พร้อมผลักดันมาตรการภาษียาสูบ โซเดียม เครื่องดื่มหวาน และควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า หวังลดภาระเศรษฐกิจและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนไทย
วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณ สุข ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายแพทยสภา นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ดร.โอลิเวีย นีเวรัส (Dr.Olivia Nieveras) ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขอาวุโส ประจำองค์การอนาโลกประเทศไทย และศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ร่วมกันแถลงข่าว ภายใต้แนวคิดหลัก "หวาน เค็ม เมา ควัน : กับดักสินค้าทำลายสุขภาพเรื้อรัง" (Commercial Determinants of Health: CDoH) ณ ห้อง Grand Ballroom โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น โฮเทล จังหวัดนนทบุรี วันที่ 2 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการจัดงานประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 24
นพ.โสภณ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเจอวิกฤติด้านสาธารณสุขจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง มีผลจากการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ กินหวาน มัน เค็ม และพฤติ กรรมการขาดการออกกำลังกาย นำมาซึ่งการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ 9.7% ของ GDP โดยสินค้าทั้ง 4 ประเภท คือ อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและเกลือสูง สุรา และยาสูบ เรียกง่ายๆ ว่า “หวาน เค็ม เมา ควัน” เป็นสินค้าอันตรายที่กำหนดสุขภาพ หรือ Commercial Determinants of Health (CDoH)
“กระทรวงสาธารณสุขมีจุดยืนชัดเจนในการไม่สนับสนุนบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ จำกัดการ โฆษณาและกิจกรรมการส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ลดการ เข้าถึงอาหารหวาน มัน เค็ม และอาหารแปรรูปที่ไม่ดีต่อสุขภาพและเพิ่มเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพและ ปลอดภัย”
ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี กล่าวถึงโรค NCDs คร่าชีวิตคนไทยไม่ต่ำกว่าปีละ 3-4 แสนคน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรม การกิน หวาน มัน เค็ม ขณะที่การดื่มสุราทำให้สมองเสีย การสูบบุหรี่มวนทำให้เกิดโรคถุงลมโปร่งพอง เกิดโรคมะเร็ง และล่าสุดบุหรี่ไฟฟ้า อันตรายจากนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้า ถือเป็นภาระที่หนักมากของสาธารณสุขไทย
ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี ได้มีข้อเสนอเร่งด่วน 1.ช่วยกันผลักดันบรรจุกให้นิโคตินอยู่ในบัญชีสารเสพติดของประเทศ ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด ไม่ให้เป็นสินค้าถูกกฎหมาย และใช้มาตรการทางภาษีที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาพฤติกรรมสุขภาพของคนไทย
ดร.โอลิเวีย กล่าวสนับสนุนภาษีเพื่อสุขภาพ จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณสุข เศรษฐกิจและสังคม ประชาชนจะบริโภคสินค้าทำลายสุขภาพน้อยลง เพราะสินค้า หวาน เค็ม เมา ควัน เหล่านี้จะมีราคาแพงขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และโรค NCDs อื่นๆ ลดลงด้วยเช่นกัน
นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า แม้จะมีความพยายามในการสื่อสารเรื่องปัจจัยเสี่ยง ‘หวาน เค็ม เมา ควัน’ มาอย่างต่อเนื่อง แต่ความสำเร็จยังคงจำกัดเนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้สินค้าและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำลายสุขภาพ มีความได้เปรียบในการเข้าถึงมากกว่าทางเลือกเพื่อสุขภาพ ดังนั้นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหา NCDs ให้เป็นวาระแห่งชาติ ทั้งมาตรการภาษีเพื่อสุขภาพ เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ปรับสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา ที่ทำงาน และพื้นที่สาธารณะ ให้การเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพเป็นทางเลือกหลัก สร้างระบบแรงจูงใจระดับประเทศ พัฒนาระบบคะแนนสะสมสุขภาพ (Health Point/CCC) จูงใจให้เกิดการปรับพฤติกรรมยั่งยืน ลงทุนในพื้นที่สุขภาวะ ที่เอื้อต่อสุขภาพ หนุนเสริมให้ อปท. ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี และบูรณาการแบบองค์รวม ยกระดับ NCDs Ecosystem เป็นวาระร่วม
สุดท้าย ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ภาคีสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย กล่าวถึงมาตรการลดโรค NCDs ที่ดีที่สุด นอกจากการรณรงค์ให้ความรู้ถึงอันตรายที่จะเกิดจากสินค้าทำลายสุขภาพ และ แก่เด็ก/ครอบครัว โรงเรียน และการมีส่วนร่วมของชุมชนแล้ว รัฐบาลมีภาระหน้าที่ ที่จะต้องกำหนดนโยบายสาธารณะ ซึ่งจะส่งผลถึงการควบคุม/การลดการเข้าถึงสินค้าทำลายสุขภาพ ด้วยการห้ามโฆษณาส่งเสริมการขาย การลดจำนวนจุดขายปลีก และการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อให้สินค้าทำลายสุขภาพมีราคาแพงขึ้นเพื่อลดการบริโภค
“มาตรการควบคุมยาสูบ ที่ยังรอให้ดำเนินการมาเกือบ 8 ปี ทั้งปรับโครงสร้างบุหรี่มวนให้เหลืออัตราเดียว ขึ้นภาษียาเส้น ลดจำนวนร้านขายปลีกบุหรี่ ฯลฯ หากเราไม่จัดการนโยบายสาธารณะเหล่านี้ อัตราการสูบบุหรี่ของประเทศไทยจะไม่ลดลงไปกว่านี้อีกแล้ว กฎหมายเกี่ยวกับสาธารสุขออกมาหมดแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ”
ศ.นพ.ประกิต กล่าวถึงจำนวนร้านขายปลีกบุหรี่ในประเทศไทย 4.8 แสนราย ขณะที่สหรัฐฯ มี 3.8 แสนราย งานวิจัยชี้ชัดยิ่งมีร้านขายบุหรี่มากเยาวชนยิ่งติดบุหรี่มาก ถามว่า เป็นไปได้อย่างไรไทยมีร้านฯ มากกว่าสหรัฐฯ ฉะนั้น ปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศนี้ คือ ผู้ใหญ่ในประเทศนี้คิดว่าการลดปัจจัยเสี่ยงทั้งหลายเป็นหน้าที่ของประชาชน และสสส.ถือเป็นความผิดพลาดและอันตรายอย่างยิ่ง ทำให้นโยบายสาธารณะไม่ถูกขับเคลื่อน
ทั้งนี้ ภายหลังจบการแถลงข่าว 4 ภาคีเครือข่าย หวาน เค็ม เมา ควัน ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบาย ร่วมด้วยดังนี้
โดย ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ เสนอ 7 นโยบายสำคัญเพื่อควบคุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า โดยเน้นย้ำจุดยืนในการคงกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ,ผลักดันนโยบาย Nicotine-Free Generation เพื่อตัดวงจรการระบาดในกลุ่มเยาวชน พร้อมเสนอให้ปรับโครงสร้างภาษียาสูบเป็นอัตราเดียวเริ่มต้นที่ 30% เพื่อนำรายได้ไปจัดตั้งกองทุนเยียวยาชาวไร่ยาสูบ ปรับภาษียาเส้น ห้ามบุหรี่เมนทอล ตลอดจนนำเทคโนโลยี AI และภาคประชาชนมาช่วยแจ้งเบาะแสปราบปรามบุหรี่เถื่อน
นอกจากนี้ ยังเน้นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกระทรวง DES, พม. และ ศธ. เพื่อควบคุมการเข้าถึงสื่อโซเชียลของเด็ก เสริมความเข้มแข็งให้สถาบันครอบครัว และเร่งขยายโครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ขณะที่เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน เสนอปรับมาตรการภาษีให้การจัดเก็บเครื่องดื่มในกลุ่มที่ใช้สารทดแทนความหวาน และ การทำให้เกิดฉลากสัญลักษณ์ ที่แสดงให้เห็น ปริมาณน้ำตาล เกลือ และไขมัน เพื่อสร้างความรอบรู้ที่ให้ประชาชนและสามารถตัดสินใจในการซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสุขภาพมากขึ้นและซื้อกลุ่มที่เสี่ยงต่อสุขภาพน้อยลง
เครือข่ายลดบริโภคเกลือและโซเดียมของประเทศไทย เสนอให้ปรับเปลี่ยนจากการขอความร่วมมือ มาเป็นการใช้ มาตรการบังคับทางกฎหมายผ่านภาษีโซเดียม (Sodium Tax) ควบคู่กับการกำหนด เกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียม (Sodium Benchmark) สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารประเภทต่างๆ ของประเทศ และสุดท้าย ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา เสนอการปฏิรูประบบควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งระบบ ผ่านสนอ “นโยบาย 5 ป. ลดภัยแอลกอฮอล์” ปลด (ล็อก) ให้ยาก, เป่าให้จริง, ประคองให้ถึง, ป้องให้ทัน และ ปรับให้แพง








