วันที่ 14 ก.ค.69 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ อดีต สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ศาสตร์ของนักธุรกิจ vs ศิลปะของนักการเมือง: บทเรียนราคาแพงบนเก้าอี้เสนาบดี
กรณีที่ "Super G" คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัดสินใจระงับแผนการเสนอโครงการ "ข้าวแกง 40 บาท" เข้าที่ประชุม ครม. ออกไปก่อน หลังจากเจอกระแสสะท้อนอย่างหน่วงหนักจากนักการเมืองในพื้นที่... เรื่องนี้ในมุมมองทางรัฐศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของราคาอาหารหรือตัวเลขทางเศรษฐกิจครับ แต่มันคือกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดถึง "ความท้าทายอันยิ่งใหญ่ของผู้นำภาคเอกชนเมื่อต้องก้าวเข้าสู่สนามการเมือง"
ในฐานะผมที่เป็นนักวิเคราะห์การเมือง เราสามารถถอดรหัสและถอดบทเรียนจากปรากฏการณ์นี้ได้ 4 มิติสำคัญ
1. สัญชาตญาณการบริหารความเสี่ยงที่สวนทางกับสมการอำนาจ
ในโลกธุรกิจ เมื่อเผชิญกับปัจจัยลบหรือตัวแปรที่ไม่คาดคิด สัญชาตญาณของ CEO มืออาชีพคือการ "Stop Loss" หรือการตั้งเกณฑ์หยุดความสูญเสียล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงและตั้งหลักใหม่ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้องและเฉลียวฉลาดในเชิงพาณิชย์ แต่สำหรับสนามการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยกระแสและมวลชน การตัดสินใจชะลอโครงการตั้งแต่ยังไม่เริ่มขับเคลื่อนเชิงโครงสร้าง บ่อยครั้งมักถูกหยิบยกไปตีความในเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็นความอ่อนแอทางอำนาจ ซึ่งกลายเป็นจุดเร่งให้เกิดแรงเสียดทานทางการเมืองรอบทิศทางในทันที
2. ความต่างระหว่างกลไกองค์กรเอกชน กับ ระบบกลั่นกรองราชการ
หัวใจสำคัญของกระทรวงเกรด A อย่างกระทรวงพาณิชย์ คือการขับเคลื่อนผ่านระบบราชการที่มีความซับซ้อนและมีฐานข้อมูลเฉพาะตัว การที่แนวคิดปากท้องระดับเรือธงเกิดความคลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริงเรื่องราคาในพื้นที่ต่างจังหวัด สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่าง (Gap) ในการประสานข้อมูลระหว่างฝ่ายบริหารและข้าราชการประจำ ซึ่งบทเรียนนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้นำที่มาจากภาคเอกชนจำเป็นต้องศึกษาและดึงศักยภาพของข้าราชการประจำมาเป็นเกราะกำบังทางนโยบายให้ได้อย่างเป็นระบบ
จุดตายของผู้นำภาคเอกชนคือ การขาด "โฆษกหน้าฉาก" คอยรับแรงกระแทก
นี่คือข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดในบริบทการเมือง ผู้นำจากภาคเอกชนมักคุ้นชินกับการออกหน้าชี้แจงเพื่อแสดงความรับผิดชอบ (Accountability) ด้วยตัวเอง แต่ในสมรภูมิการเมือง การไม่มีทีมการเมืองหรือไม่มีโฆษกประจำตัวมาทำหน้าที่หน้าฉาก คอย "โยนหินถามทาง" หรือช่วยเบี่ยงประเด็นเวลากระแสลบ ทำให้ตัวรัฐมนตรีต้องออกมาชี้แจงผ่านหน้าสื่อหรือเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยตรง จนกลายเป็นเป้ากระสุนตกและรับแรงปะทะทางการเมืองเต็ม ๆ โดยไม่มีกำแพงคอยกั้น
3. ศิลปะของนักการเมืองอาชีพในการบริหารแรงเสียดทาน
สิ่งที่น่าสนใจในทางการเมือง ไม่ใช่ว่านโยบายหนึ่งจะถูกวิพากษ์วิจารณ์มากน้อยเพียงใด แต่อยู่ที่ผู้กำหนดนโยบายจะรับมือกับแรงเสียดทานเหล่านั้นอย่างไร เพราะในระบอบประชาธิปไตย นโยบายขนาดใหญ่ย่อมหลีกเลี่ยงการตรวจสอบไม่ได้
กรณีการขับเคลื่อนนโยบาย THAI Passport ของคุณไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการทำงานของนักการเมืองอาชีพที่เข้าใจกลไกของรัฐเป็นอย่างดี แม้จะเผชิญคำถามและแรงกดดันจากหลายฝ่าย แต่ยังคงเดินหน้าผลักดันแนวคิดของตนผ่านกระบวนการของกระทรวง การชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเวทีสาธารณะต่าง ๆ โดยรักษาบทบาทของฝ่ายการเมืองในฐานะผู้กำหนดทิศทางนโยบายเอาไว้ ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายของนโยบายจะออกมาอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ความสามารถในการบริหารความขัดแย้งและการประคองนโยบายท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ถือเป็นทักษะสำคัญของนักการเมืองอาชีพ ซึ่งแตกต่างจากโลกธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและการตัดสินใจที่รวดเร็วเป็นหลัก
4. ภาวะเปราะบางของ "เทคโนแครต" ในรัฐบาลผสม
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยสอนเราเสมอว่า รัฐมนตรีสายคนนอกหรือเทคโนแครตที่เปี่ยมด้วยความรู้ความสามารถ (เช่น กรณีคุณอุตตม สาวนายน หรือคุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ในอดีต) มักจะเผชิญกับความท้าทายที่สูงกว่านักการเมืองอาชีพ เนื่องจากไม่มีฐานสนับสนุนจากกลุ่ม ส.ส. หรือมุ้งการเมืองในมือคอยเป็นโครงสร้างค้ำยัน ยามที่นโยบายเกิดความสะดุดหรือเกิดรอยร้าวในพรรคร่วมรัฐบาล กลุ่มรัฐมนตรีโควตากลางจึงมักตกเป็นเป้าหมายต้น ๆ ในการถูกกดดันเพื่อปรับดุลอำนาจเสมอ
สถานการณ์นี้ชวนให้นึกถึงพงศาวดารสามก๊ก ตอนที่กองทัพโจโฉเผชิญวิกฤตเสบียงอาหารขาดแคลนจนทหารปั่นป่วน โจโฉไม่ได้แก้ปัญหาที่ตัวระบบ แต่เลือกที่จะ "ขอยืมศีรษะอ้วนเทียน" ผู้ดูแลคลังเสบียงมาประหารชีวิตเพื่อลดความโกรธของกองทัพและรักษาเอกภาพเอาไว้ ในสมการอำนาจปัจจุบันก็เช่นกัน เมื่อนโยบายระดับเรือธงเริ่มกลายเป็นตำบลกระสุนตก ผู้นำพรรคหรือผู้มีอำนาจบริหารย่อมต้องเลือกที่จะรักษาเสถียรภาพภาพรวมของพรรคและตัวนายกรัฐมนตรีเป็นอันดับแรก การปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีโควตากลางที่ไม่มีฐานกำลัง ส.ส. จึงเป็นทางเลือกทางการเมืองที่เจ็บตัวน้อยที่สุดในการเซตซีโร่นโยบายใหม่ และสลัดภาพความขัดแย้งทิ้งไป
บทเรียนของ Super G ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของระดับความสามารถ แต่เป็นเรื่องของ "ความแตกต่างระหว่างบทบาทนักธุรกิจกับนักการเมืองอาชีพ" ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การจะบริหารราชการแผ่นดินให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ลำพังเพียงแค่ 'ศาสตร์การบริหารแบบเอกชน' อาจยังไม่เพียงพอ หากแต่ต้องผสมผสานด้วย 'ศิลปะแห่งการควบคุมอำนาจและระบบราชการ' อย่างลึกซึ้งด้วยครับ








