รศ. ดร. สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง “เรียนรู้” คู่กับ “การสร้างเสริมประสบการณ์” ความว่า โลกการศึกษาเผชิญจุดเปลี่ยนและความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อองค์ความรู้ที่เคยเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ากลายเป็น สิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้เองในเวลาไม่กี่วินาทีผ่านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องรอคำอธิบาย/คำสอนจากอาจารย์เพื่อค้นหาคำตอบ เพราะ Generative AI สามารถอธิบาย สรุป วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้นทุกวัน ส่งผลให้บทบาทของสถาบันอุดมศึกษาถูกท้าทายเพราะการวัดคุณค่าของมหาวิทยาลัยไม่ได้มาจากการวัดปริมาณเนื้อหาที่สอนในแบบที่เคยเป็นมา
ความสำคัญของการศึกษาในยุค AI ไม่ได้อยู่ที่ว่า "ผู้เรียนรู้อะไร" อีกต่อไป เพราะผู้เรียนสามารถแสวงหาองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย การที่ผู้เรียนสามารถนำความรู้นั้นไปสร้างคุณค่าและต่อยอดเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ ผ่านการตั้งคำถาม การคิดเชิงวิพากษ์ การตัดสินใจ การสร้างสรรค์นวัตกรรม การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่องได้ คือคำตอบของการคงอยู่ของการศึกษายุคใหม่
สถานการณ์ข้างต้นคือ เหตุผลที่มหาวิทยาลัยทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็น Knowledge Provider ไปสู่ Learning Experience Designer หรือผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ เป้าหมายของการศึกษายุคใหม่อยู่เหนือการผลิต "บัณฑิตที่มีความรู้" ไปสู่การผลิต "บัณฑิตที่มีสมรรถนะ" สามารถประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อแก้ปัญหาจริงของสังคม เศรษฐกิจ และโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ Education 5.0 ซึ่งมองว่าการศึกษาต้องสร้างผู้เรียนที่มีความสามารถในการบูรณาการความรู้ เทคโนโลยี คุณธรรม และนวัตกรรม เพื่อสร้างคุณค่าให้กับสังคม ดังนั้น การเรียนต้องเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริง และส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้าง (Creator) มากกว่าผู้รับสาร (Consumer)
ฐานของแนวคิดนี้สอดคล้องกับทฤษฎี Experiential Learning ของ David A. Kolb ที่อธิบายว่าการเรียนรู้เกิดจากวงจรของการลงมือปฏิบัติ การสะท้อนคิด การสังเคราะห์ความรู้ และการทดลองใหม่ ขณะที่ John Dewey ได้เสนอไว้ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 ว่า "การศึกษาไม่ใช่การเตรียมตัวเพื่อชีวิต แต่การศึกษาคือชีวิตเอง" กล่าวคือ ประสบการณ์ไม่ใช่ผลลัพธ์ของการเรียนรู้ แต่เป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นจริง
เมื่อพิจารณาการพัฒนาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก จะพบว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งได้เปลี่ยนจากการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นรายวิชา (Course-based Learning) ไปสู่การเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์และผลลัพธ์ (Experience and Outcome-based Learning)
กรณีของ ประเทศญี่ปุ่น เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ Shibaura Institute of Technology (SIT) ซึ่งออกแบบการเรียนรู้แบบ Project-Based Learning (PBL) ให้นักศึกษาทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และองค์กรต่าง ๆ ตั้งแต่ปีแรกของการศึกษา ผู้เรียนต้องเผชิญปัญหาจริง วิเคราะห์ ออกแบบ สร้างต้นแบบ ทดลอง และปรับปรุงผลงานจากข้อเสนอแนะของผู้ใช้จริง กระบวนการดังกล่าวได้สร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ พัฒนาความสามารถในการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน ความคิดสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นสมรรถนะที่ตลาดแรงงานต้องการสูง
ในขณะที่ Olin College of Engineering ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบของการจัดการศึกษาแบบ Project-Based Learning ที่เชื่อมโยงทุกวิชากับโครงงานจริง นักศึกษาต้องทำงานร่วมกับภาคธุรกิจและชุมชนตั้งแต่เริ่มต้นการศึกษา สิ่งที่มหาวิทยาลัยประเมินมีทั้งคะแนนสอบ กระบวนการคิด ผลงาน การสะท้อนการเรียนรู้ (Reflection) และผลกระทบของโครงงานต่อผู้ใช้ การประเมินเช่นนี้สะท้อนแนวคิด Outcome-Based Education (OBE) เพราะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ผู้เรียน "ทำได้" มากกว่าสิ่งที่ผู้เรียน "รู้"
ทั้งสองกรณีศึกษาชี้ให้เห็นตรงกันว่า มหาวิทยาลัยได้ยกระดับองค์ความรู้ผ่านการสร้างประสบการณ์ แต่ก็ไม่ได้ลดความสำคัญขององค์ความรู้ เพราะยุค AI ความรู้ค้นหาได้ไม่ยาก แต่ประสบการณ์ การตัดสินใจ และการเรียนรู้จากความผิดพลาด ไม่สามารถดาวน์โหลดจากระบบใด ๆ
แนวคิดดังกล่าวยังสะท้อนผ่านการพัฒนาหลักสูตร Sandbox ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย Sandbox หรือในที่นี้จะเรียกว่า "หลักสูตรทดลอง" บนระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เปิดพื้นที่ให้กับผู้เรียนได้ทดลอง คิด วิเคราะห์ ล้มเหลว แก้ไข และเติบโตจากสถานการณ์จริง โดยอาจารย์ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) โค้ช (Coach) และผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้มากกว่าผู้ถ่ายทอดเนื้อหา
ในห้องเรียนหลักสูตรทดลอง Sandbox ผู้เรียนอาจเริ่มต้นจากโจทย์ของชุมชน ความต้องการของสถานประกอบการ หรือความท้าทายของสังคม แล้วบูรณาการองค์ความรู้จากหลายศาสตร์ผ่านกิจกรรม เช่น Project-based Learning, Challenge-based Learning, Hackathon, Service Learning และ Work-integrated Learning ผลลัพธ์ของการเรียนรู้ปรากฏอยู่ในรูปของผลงาน นวัตกรรม Portfolio และสมรรถนะที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
กระบวนการดังกล่าวตอบโจทย์การพัฒนา Future Skills อาทิ การคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน ความคิดสร้างสรรค์ ความฉลาดทางอารมณ์ ความสามารถในการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)
ซึ่งทั้งหมดเป็นสมรรถนะที่องค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญมากกว่าการท่องจำองค์ความรู้เฉพาะด้าน
ความท้าทายของมหาวิทยาลัยในอนาคตอยู่ที่ความสามารถในการออกแบบ "ประสบการณ์การเรียนรู้" ที่ทำให้ผู้เรียนค้นพบศักยภาพของตนเอง กล้าคิด กล้าลอง กล้าล้มเหลว และเรียนรู้ที่จะลุกขึ้นใหม่ เพราะแม้ว่า AI สามารถให้คำตอบได้เกือบทุกเรื่อง แต่ไม่อาจสร้างประสบการณ์ คุณค่า และวุฒิภาวะที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติได้ คุณค่าของมหาวิทยาลัยในวันนี้และอนาคตจึงอยู่ที่การหล่อหลอม "ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต" ที่พร้อมปรับตัว สร้างคุณค่า และร่วมขับเคลื่อนให้กับโลกที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุดของอุดมศึกษาในศตวรรษนี้มาก ๆ ครับ








