ศาสตราจารย์ ดร. ศิโรจน์ ผลพันธิน ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง “การบริหารและจัดการอัตลักษณ์มหาวิทยาลัย” ความว่า เมื่อมหาวิทยาลัยต้องแข่งขันด้านการสร้างความเชื่อมั่น การดึงดูดนักศึกษา การสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และการยกระดับชื่อเสียงทั้งระดับประเทศและนานาชาติ ส่งผลให้ "อัตลักษณ์มหาวิทยาลัย" กลายเป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ที่มีคุณค่า และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับมหาวิทยาลัย
อัตลักษณ์มหาวิทยาลัย (University Identity) เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนสามารถตอบคำถามได้ว่า "มหาวิทยาลัยแห่งนี้แตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นอย่างไร" ซึ่งอาจเป็นโลโก้ สีประจำมหาวิทยาลัย หรือคำขวัญที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม "ตัวตน" ของมหาวิทยาลัยสามารถสะท้อนผ่านวิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยม วัฒนธรรมองค์กร บุคลิกภาพขององค์กร คุณภาพของบัณฑิต รูปแบบการให้บริการ ความเชี่ยวชาญ ตลอดจนประสบการณ์ที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับจากการมีปฏิสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัย
การบริหารและจัดการอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นจากการกำหนด อัตลักษณ์ที่ชัดเจน มหาวิทยาลัยต้องตอบให้ได้ว่าตนเองต้องการเป็นมหาวิทยาลัยในลักษณะใด เช่น มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน มหาวิทยาลัยด้านอาหาร มหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน หรือมหาวิทยาลัยที่เน้นการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต การกำหนดจุดยืนที่ชัดเจนจะช่วยให้ทุกภาคส่วนขององค์กรสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถสื่อสารคุณค่าขององค์กรได้อย่างมีเอกภาพ
เมื่อกำหนดอัตลักษณ์แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการสร้างอัตลักษณ์ทางภาพ (Visual Identity) ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ผู้คนมองเห็น ไม่ว่าจะเป็นตราสัญลักษณ์ สีประจำมหาวิทยาลัย รูปแบบตัวอักษร เว็บไซต์ ป้ายประชาสัมพันธ์ สื่อสังคมออนไลน์ เครื่องแบบ หรือการออกแบบพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัย องค์ประกอบทั้งหมดควรอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อสร้างการจดจำและสะท้อนบุคลิกขององค์กรอย่างสม่ำเสมอ การมีคู่มือการใช้อัตลักษณ์ (Brand Guideline) ที่ชัดเจนจะช่วยให้ทุกหน่วยงานสามารถสื่อสารภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยได้อย่างเป็นเอกภาพ
อย่างไรก็ตาม อัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยจะไม่สมบูรณ์ หากสะท้อนออกมาเพียงภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งเป็นรากฐานของอัตลักษณ์ที่แท้จริง หากมหาวิทยาลัยประกาศตนว่าเป็น "มหาวิทยาลัยแห่งความสุข" บุคลากรทุกคนควรมีพฤติกรรมที่สะท้อนถึงความเป็นมิตร ความเอาใจใส่ และการให้บริการที่ดี หากมหาวิทยาลัยประกาศว่าเป็น "มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม" ระบบการบริหาร การเรียนการสอน และการทำงานก็ควรเปิดโอกาสให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และ การทดลองสิ่งใหม่ ๆ วัฒนธรรมองค์กรเป็นสิ่งที่ทำให้อัตลักษณ์เป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้และต้องไม่ใช่เป็นคำโฆษณาเลื่อยลอย
การสื่อสารอัตลักษณ์เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่มีบทบาทอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล มหาวิทยาลัยต้องสื่อสารผ่านทุกช่องทางอย่างสอดคล้องกัน ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ Facebook Instagram TikTok YouTube ข่าวประชาสัมพันธ์ กิจกรรม Open House หรือการนำเสนอผลงานวิจัย ทุกช่องทางควรมีน้ำเสียง (Brand Voice) และสารสำคัญ (Key Message) ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างความชัดเจนและลดความสับสนของผู้รับสาร แนวคิด "One Voice, One Identity" เป็นหลักการสำคัญของการบริหารอัตลักษณ์ในปัจจุบัน
นอกจากการสื่อสารแล้ว การสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารอัตลักษณ์ เพราะภาพลักษณ์เกิดจากสิ่งที่ผู้คนได้รับจากประสบการณ์จริง นักศึกษาอาจประเมินมหาวิทยาลัยจากคุณภาพการเรียนการสอน การบริการของเจ้าหน้าที่ หรือกิจกรรมนักศึกษา ผู้ปกครองอาจประเมินจากความปลอดภัยและโอกาสในการประกอบอาชีพของบุตรหลาน ขณะที่นายจ้างอาจประเมินจากคุณภาพของบัณฑิต อย่างไรก็ตาม ถ้าประสบการณ์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสอดคล้องกับอัตลักษณ์ที่มหาวิทยาลัยประกาศไว้ ความเชื่อมั่นและความภักดีต่อองค์กรก็จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน
เมื่ออัตลักษณ์ได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่อง ก็จะพัฒนาไปสู่ "ชื่อเสียง" (Reputation) ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่ามากที่สุดของมหาวิทยาลัย ชื่อเสียงเกิดจากการสะสมของคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ ผลงานวิจัย ความสำเร็จของศิษย์เก่า ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม การจัดอันดับมหาวิทยาลัย และความรับผิดชอบต่อสังคม ชื่อเสียงที่ดีช่วยเพิ่มจำนวนผู้สมัครเรียน ช่วยดึงดูดบุคลากรคุณภาพ นักวิจัย นักลงทุน และพันธมิตรจากทั้งในและต่างประเทศด้วย
ยุคปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) การบริหารอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยได้ก้าวเข้าสู่มิติใหม่ที่เน้นการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสนับสนุนการตัดสินใจ มหาวิทยาลัยสามารถใช้ AI วิเคราะห์ความคิดเห็นของนักศึกษา ศิษย์เก่า และสังคมจากสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อติดตามภาพลักษณ์ขององค์กรแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์แนวโน้มความต้องการของผู้เรียน และประเมินผลกระทบของกิจกรรมประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ AI ยังช่วยสร้างการสื่อสารแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Communication) โดยนำเสนอข้อมูลที่เหมาะสมกับผู้สมัครเรียน นักศึกษา ศิษย์เก่า หรือผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของผู้รับสารได้ดียิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการเป็นสถาบันระดับโลกกับการรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่น แนวคิด "Global Identity with Local Value" ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น มหาวิทยาลัยควรพัฒนามาตรฐานการศึกษาและการวิจัยให้สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ แต่ยังคงสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรม และการสร้างคุณค่าต่อชุมชน เพราะอัตลักษณ์ที่เข้มแข็งไม่ได้เกิดจากการเลียนแบบมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก แต่เกิดจากการนำจุดแข็งเฉพาะของตนเองมาพัฒนาให้เป็นคุณค่าที่แตกต่างและได้รับการยอมรับในวงกว้าง
การบริหารและจัดการอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยเป็นภารกิจร่วมของผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และศิษย์เก่าทุกคน เพราะทุกการกระทำ ทุกการสื่อสาร และทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างตัวตนของมหาวิทยาลัย เมื่อทุกหน่วยงาร่วมกันขับเคลื่อนอัตลักษณ์ด้วยความเข้าใจและมีเป้าหมายร่วมกัน มหาวิทยาลัยก็จะสามารถสร้างความแตกต่าง ความน่าเชื่อถือ และชื่อเสียงที่ยั่งยืน พร้อมก้าวสู่การเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพในการแข่งขันและสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้อย่างมั่นคงแห่งความผันผวน








