นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ ยุบรวม “กระทรวงวัฒนธรรม-ท่องเที่ยว” แยก “กระทรวงกีฬา”เป็นการปรับโครงสร้างส่วนราชการขนานใหญ่ แต่อาจไม่ช่วยให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ระบุ รัฐบาลต้องตอบให้ชัด ช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ภารกิจรัฐ – เพิ่มประสิทธิภาพ – ความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างไร พร้อมตั้งคำถาม เหตุใดไม่รวม 3 ส่วนเป็นกระทรวงเดียวกัน ช่วยลดจำนวนกระทรวง ส่งผลดีประเทศระยะยาว
ผศ. ดร.ชาย ไชยชิต สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าควบรวมกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และแยกกระทรวงกีฬาออกมาโดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งมีมติเห็นชอบไปนั้น ถือเป็นการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการระดับกระทรวงขนานใหญ่ การตัดสินใจจึงควรวางอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นปัญหาทางการบริหารของโครงสร้างส่วนราชการเดิม และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงการให้เหตุผลในเชิงหลักการเท่านั้น เพราะจะทำให้กระทรวงหนึ่งมีขอบเขตของอำนาจที่จะดูแลงาน การบริหารงบประมาณ และกำลังคนกว้างขึ้น และอีกกระทรวงหนึ่งเล็กลงแต่ก็จะทำหน้าที่รับผิดชอบภารกิจด้านเดียวโดยเฉพาะ
ทั้งนี้ จากที่โฆษกรัฐบาลชี้แจ้งว่า การปรับปรุงดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเกิดความคุ้มค่าในการดำเนินภารกิจของรัฐ ซึ่งแม้ทางรัฐบาลจะบอกว่าการปรับปรุงครั้งนี้ไม่มีการเพิ่มจำนวนตำแหน่ง อัตรากำลัง และงบประมาณในภาพรวมก็ตาม แต่ในอนาคตไม่มีอะไรรับประกันว่าจะไม่มีการเพิ่มหน่วยงาน โดยเฉพาะเมื่อกระทรวงกีฬากลายเป็นกระทรวงที่มีส่วนราชการระดับกรมเหลือเพียง 3 หน่วยงาน แต่รัฐบาลต้องการให้เป็นส่วนราชการระดับกระทรวงที่รับผิดชอบภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สุขภาพ คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมกีฬาโดยตรง
ฉะนั้น วันข้างหน้าก็ต้องมีการเสนอตั้งหน่วยงานใหม่ หรือเพิ่มงานใหม่เข้ามา เมื่อนั้นก็ต้องเพิ่มบุคลากรตามมา ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นสวนทางกับนโยบายการปฏิรูประบบราชการเพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ยุบเลิกภารกิจที่ไม่จำเป็น และถ่ายโอนภารกิจให้ภาคส่วนอื่นรับไปดำเนินการ และควบคุมภาระทางงบประมาณจากระบบราชการที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
“ถึงไม่เพิ่มวันนี้ แต่วันหน้าอาจมีการเสนอ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมฯ เพื่อยกระดับงานบางอย่าง นำมารวมกับอีกงานหนึ่ง แล้วตั้งเป็นกรมขึ้นมา เมื่อเป็นส่วนราชการระดับกรม มันก็คืออาณาจักรอีกแห่งหนึ่ง ที่พูดแบบนี้ เพราะถ้าย้อนกลับไปดู พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม กว่า 10 ฉบับ ตั้งแต่ประมาณปี 2550 เป็นต้นมา จะเห็นว่าเต็มไปด้วยการทำแบบนี้ หรือต่อให้ไม่เพิ่มอัตรากำลังข้าราชการ ก็สามารถเพิ่มบุคลากรประเภทอื่นที่เป็นลูกจ้างของภาครัฐ หรือเอาเงินไปจัดซื้อจัดจ้างให้เอกชนทำงานแทนจำนวนมากได้” ผศ. ดร.ชาย กล่าว
ผศ. ดร.ชาย กล่าวว่า ที่สำคัญสิ่งที่รัฐบาลเปิดเผยเกี่ยวกับเหตุผลของการควบรวบกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว พร้อมกับแยกกระทรวงกีฬา ดูจะเป็นเหตุผลความจำเป็นทางการเมืองมากกว่าความจำเป็นในการบริหาร กล่าวคือ ไม่มีการชี้ให้เห็นว่าการบริหารงานภายใต้โครงสร้างของกระทรวงเดิมติดปัญหาเชิงโครงสร้างส่วนไหน และถ้าที่ผ่านมาผลงานของรัฐบาลในนโยบายด้านการท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศยังไม่น่าพอใจ ก็ควรอธิบายให้ได้ว่าการจัดโครงสร้างส่วนราชการที่เป็นอยู่เดิมเป็นอุปสรรคทำให้การนำนโยบายไปปฏิบัติยังไม่บรรลุเป้าหมายอย่างไร
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า เพราะเรื่องการรวมกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เหตุผลหลักที่รัฐบาลสื่อสาร คือการทำให้การบริหารจัดการมีความเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบูรณาการ ซึ่งดูจะขัดแย้งในตัวเอง เพราะถ้าจะให้เป็นเอกภาพก็ต้องรวมภารกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาบูรณาการด้วย เช่น ด้านการกีฬา เพราะก็มีการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเหมือนกัน อย่างการท่องเที่ยวเพื่อเข้าร่วมงานแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ การท่องเที่ยวเพื่อการเล่นกีฬาในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติหรือเมืองท่องเที่ยว ทั้งวิ่งมาราธอน ปั่นจักรยาน หรือกีฬาสายแอดเวนเจอร์
ส่วนหากจะลดความซ้ำซ้อนก็ต้องแยกทุกเรื่องออกจากกันทั้งหมด อย่างการแยกด้านกีฬาออกมาเป็นเอกเทศ อีกทั้งในแง่การบูรณาการงานเพื่อลดความซ้ำซ้อน ทางรัฐบาลก็มีเครื่องมืออย่างแผนงานบูรณาการอยู่ ซึ่งมีงบประมาณแบบบูรณาการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 แล้วด้วย โดยมีทั้งระบบตัวชี้วัด และกำหนดความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างหลายกระทรวง
ขณะที่กรณีการแยกตั้งกระทรวงกีฬา รัฐบาลให้เหตุผลว่า การกีฬาเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่ควรมีหน่วยงานระดับกระทรวงรับผิดชอบโดยตรง ทว่า คำถามคือ ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าประเทศนี้ไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนนโยบายด้านกีฬา มีหน่วยงานระดับกรมและหน่วยงานของรัฐรูปแบบอื่นๆ ทำงานอยู่แล้ว ซึ่งถ้าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่องไม่มีเจ้าภาพ การแยกภารกิจด้านกีฬาออกมาตั้งเป็นกระทรวงเดี่ยวๆ ก็น่าจะตอบโจทย์นักการเมืองที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนี้มากกว่าปัญหาการนำนโยบายไปปฏิบัติของส่วนราชการใช่หรือไม่
ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานจริง เหตุใดไม่รวม 3 ส่วนเป็นกระทรวงเดียวกันเป็น กระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกีฬา เพราะจะทำให้ส่วนราชการระดับกระทรวงลดจำนวนลง ซึ่งเป็นผลดีกับประเทศในระยะยาว เพิ่มความคุ้มค่าของงบประมาณแผ่นดิน และเป็นไปตามหลักการจำกัดบทบาทภาครัฐลงด้วย โดยให้รัฐเปลี่ยนหน้าที่เป็นผู้กำกับ ดูแล วางระบบ ระเบียบ และกฎเกณฑ์แทน และอาจตั้งหน่วยงานลักษณะองค์การมหาชน ซึ่งมีความยืดหยุ่น และเฉพาะเจาะจง ตลอดความเชี่ยวชาญมากกว่า มาทำหน้าที่แทน หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ถ่ายโอนงานลงไปยังท้องถิ่นมากขึ้น ทั้งด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และกีฬา และนำเงินลงไปอุดหนุน เพราะกิจกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในท้องถิ่น
“ต้องมีงานวิจัยที่บอกให้ได้ว่า โครงสร้างเดิมทำให้นโยบายการท่องเที่ยว กีฬา และวัฒนธรรมไปต่อไม่ได้อย่างไร และปัญหาอยู่ตรงไหน หรือถ้าที่ผ่านมา มันสะท้อนว่าแผนงานบูรณาการไม่ได้บูรณาการจริง มีแต่ชื่อว่าบูรณาการ แต่ในทางปฏิบัติต่างคนต่างทำ หากมีข้อพิสูจน์แบบนี้ ก็ดีเลย จะได้รู้ว่า งบประมาณแบบบูรณาการที่แยกจากงบตามภารกิจ สุดท้ายแล้วใช้ไม่ได้ผล กระทรวงการคลังก็จะได้กลับไปปรับปรุง แต่ถ้าเป็นเรื่องความต้องการทางการเมือง ก็ต้องให้อภิปรายและตรวจสอบกัน หรือเอาเข้าจริงแล้วโครงสร้างและระบบบริหารของกระทรวงเดิมทำงานได้อยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องฝีมือของผู้บริหารฝ่ายเมืองที่มาคุมกระทรวงมากกว่า” ผศ. ดร.ชายกล่าว








