ม.เกษตรศาสตร์ ชี้เป้าหมาย Net Zero ต้องยกระดับโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงตลาดโลก เปลี่ยนคาร์บอนต่ำเป็นรายได้ใหม่ของเกษตรกร ผ่านคาร์บอนเครดิต สินค้าเกษตรพรีเมียม และการเงินสีเขียว พร้อมหนุนบทบาทมหาวิทยาลัยเป็นแพลตฟอร์มกลาง
วันที่ 9 มิ.ย.69 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง “การยกระดับรายได้เกษตรกรจากนโยบาย Net Zero Carbon: บทบาทของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” โดยมีสาระสำคัญว่า เป้าหมาย Net Zero ของประเทศจะเกิดผลอย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อสามารถเชื่อมโยงการลดก๊าซเรือนกระจกเข้ากับ โซ่คุณค่าสินค้าเกษตรและอาหารทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตในแปลง การจัดการหลังเก็บเกี่ยว การแปรรูป การตรวจวัด การรับรองมาตรฐาน การเงินสีเขียว ไปจนถึงตลาดผู้บริโภคและตลาดส่งออก
เวทีเสวนาชี้ว่า Net Zero ไม่ใช่เพียงวาระด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์ใหม่ของเศรษฐกิจเกษตรไทย เพราะทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ และปัจจุบันตลาดโลกกำลังให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรที่ คาร์บอนต่ำ ตรวจสอบย้อนกลับได้ มีมาตรฐานรองรับ และตอบโจทย์ ESG ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเข้าร่วมโซ่คุณค่าโลกได้อย่างยั่งยืน เกษตรกรไทยจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงผู้ที่ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ต้องเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากมูลค่าใหม่ที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่การผลิตอาหารและสินค้าเกษตร
ต้นน้ำ: เปลี่ยนวิธีผลิตในแปลงให้เป็นแหล่งสร้างมูลค่าใหม่
จุดเริ่มต้นของโซ่คุณค่าอยู่ที่แปลงเกษตร ซึ่งเป็นทั้งแหล่งผลิตอาหาร วัตถุดิบ และพื้นที่สำคัญในการลดหรือกักเก็บคาร์บอน การเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรคาร์บอนต่ำจึงต้องเริ่มจากการปรับวิธีผลิต เช่น การลดการเผา การจัดการน้ำ การจัดการดินและปุ๋ย การเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร และการใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ
นายอำนวย ปะติเส อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ นำเสนอกรณี “จุดเปลี่ยนเศรษฐศาสตร์อ้อยไทย” โดยชี้ว่า Net Zero ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือเปลี่ยน “อุปสรรคของการทำไร่อ้อย” ให้กลายเป็น “สินทรัพย์ใหม่” ของเกษตรกร การทำไร่อ้อยคาร์บอนต่ำสามารถช่วยลดการเผา ลดฝุ่น PM2.5 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดิน และต่อยอดสู่คาร์บอนเครดิตหรือแหล่งทุนสีเขียวได้
ในมุมนี้ อ้อยจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนระบบผลิตจากเดิมที่เกษตรกรพึ่งพารายได้จากผลผลิตเพียงทางเดียว ไปสู่รายได้หลายทาง ได้แก่ รายได้จากผลผลิตอ้อย รายได้จากคาร์บอนเครดิต โอกาสเข้าถึง Green Funding และโอกาสเข้าสู่ตลาดพรีเมียมที่ต้องการวัตถุดิบคาร์บอนต่ำ
กลางน้ำ: รวมกลุ่ม แปรรูป และลดต้นทุนการตรวจวัด
เมื่อการผลิตในแปลงเริ่มเปลี่ยนผ่าน โจทย์ถัดมาคือทำอย่างไรให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าสู่ระบบคาร์บอนต่ำได้จริง ไม่ถูกกีดกันด้วยต้นทุนการตรวจวัด การรับรอง และการจัดการข้อมูลที่สูงเกินไป
นายอำนวย เสนอว่า การรวมกลุ่มผ่าน สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มเกษตรกร เป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนต่อหน่วย เพิ่มอำนาจต่อรอง และทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเครื่องจักร เทคโนโลยี แหล่งทุน และตลาดได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในพืชที่ต้องใช้การลงทุนสูง เช่น อ้อย ซึ่งต้องการเครื่องจักร ระบบจัดการไร่ และการปรับรูปแบบการเก็บเกี่ยวเพื่อลดการเผา
นางสาวรัศมี สิมมา ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร นำเสนอว่า ภาคเกษตรไทยมีมาตรการที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างมูลค่าได้ เช่น การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งในนาข้าว การจัดการดินและธาตุอาหาร การจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระบบ Measurement, Reporting and Verification (MRV) แต่เงื่อนไขสำคัญ คือ ระบบเหล่านี้ต้องไม่ซับซ้อนเกินไป ต้นทุนไม่สูงเกินไป และเหมาะกับเกษตรกรรายย่อย
ดังนั้น การยกระดับกลางน้ำจึงไม่ใช่เพียงเรื่องโรงงานหรือการแปรรูป แต่รวมถึงการสร้าง “ระบบจัดการข้อมูลและมาตรฐานร่วม” ที่ช่วยให้เกษตรกรจำนวนมากสามารถเข้าสู่ตลาดคาร์บอนและตลาดสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำได้พร้อมกัน
ระบบรับรอง: ทำให้คาร์บอนต่ำวัดได้ ตรวจสอบได้ และขายได้จริง
หัวใจของการสร้างมูลค่าจาก Net Zero คือการทำให้การลดก๊าซเรือนกระจกหรือการกักเก็บคาร์บอนสามารถ วัดได้ รายงานได้ และทวนสอบได้ หรือระบบ MRV เพราะหากไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เกษตรกรจะไม่สามารถแปลงการปรับตัวในแปลงให้เป็นคาร์บอนเครดิต มาตรฐานสินค้า หรือมูลค่าเพิ่มในตลาดได้
ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เสนอว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ควรทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์มกลางด้าน Net Zero ภาคเกษตร” เชื่อมโยงงานวิจัย นโยบาย ภาคเอกชน และเกษตรกร โดยเฉพาะการพัฒนาระบบข้อมูล ระบบ MRV ต้นแบบรายพืช และโมเดลธุรกิจที่ทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จริง รวมถึงการวิจัยเชิงปฏิบัติการในการกำหนดรูปแบบ และกลไกการสร้าง “สินทรัพย์” ให้กับเกษตรกรรายย่อย เพื่อยกระดับรายได้ ในแต่ละพื้นที่ที่มีปัจจัยสนับสนุนความแตกต่างกันด้านปัจจัยสนับสนุน
บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงอยู่ตรงกลางของโซ่คุณค่า ทำหน้าที่แปลงองค์ความรู้ทางวิชาการให้เป็นเครื่องมือปฏิบัติ เช่น ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉพาะพืช ฐานข้อมูลภาคสนาม วิธีคำนวณคาร์บอนเครดิต ระบบรับรองที่น่าเชื่อถือ และแนวทางลดต้นทุนการเข้าถึงมาตรฐานสำหรับเกษตรกรรายย่อย
ปลายน้ำ: ยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดพรีเมียมคาร์บอนต่ำ
ในปลายน้ำ ตลาดโลกกำลังเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าเกษตรที่ดูเฉพาะราคาและปริมาณ ไปสู่การซื้อสินค้าที่พิสูจน์ได้ว่ามีความรับผิดชอบต่อสภาพภูมิอากาศ มีความโปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้
ดร.กิตติ์โสภณ ธนินสิริพิทยา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านมาตรฐานคาร์บอนเครดิต ชี้ว่า หากเกษตรไทยยังอยู่ในรูปแบบ “High Emission Agriculture” จะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการด้านคาร์บอน เงื่อนไขการค้าสีเขียว ESG และข้อกำหนดของผู้ซื้อรายใหญ่ แต่หากประเทศไทยปรับตัวได้เร็ว จะสามารถยกระดับสินค้าเกษตรให้เป็น Climate Commodity หรือสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าจากทั้งผลผลิต คาร์บอนเครดิต และความยั่งยืนของระบบการผลิต
แนวคิดนี้ทำให้สินค้าเกษตรไทยไม่ได้ขายเพียง “อาหาร” หรือ “วัตถุดิบ” แต่ขายคุณค่าเพิ่มเติม ได้แก่ คาร์บอนต่ำ ความโปร่งใส ความยั่งยืน และความน่าเชื่อถือของระบบการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าถึงตลาดพรีเมียมและตลาดส่งออกในอนาคต
ตัวอย่างจากยางพารา: จากสวนยางสู่สินทรัพย์ภูมิอากาศ
นายชัยโรจน์ ธรรมรัตน์ เลขาธิการสมาคมนักวิชาการยางและถุงมือยาง นำเสนอประสบการณ์โครงการคาร์บอนเครดิตสวนยางใน สปป.ลาว ซึ่งสะท้อนว่า สวนยางพาราและระบบวนเกษตรสามารถพัฒนาเป็น “สินทรัพย์ภูมิอากาศ” ได้ หากมีการออกแบบความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ผู้จัดการโครงการ เทคโนโลยี เงินทุน และตลาดอย่างเหมาะสม
บทเรียนจากยางพาราชี้ให้เห็นว่า พืชเศรษฐกิจของไทยสามารถยกระดับในโซ่คุณค่าได้มากกว่าการขายผลผลิตขั้นต้น หากสามารถเชื่อมโยงการจัดการสวน ระบบกักเก็บคาร์บอน มาตรฐานความยั่งยืน และตลาดคาร์บอนเข้าด้วยกัน ยางพารา อ้อย ข้าว และพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ จึงมีศักยภาพที่จะเป็นทั้งสินค้าเกษตรและสินทรัพย์ด้านภูมิอากาศของประเทศ
ระบบสนับสนุนทั้งห่วงโซ่: งานวิจัย เงินทุน มาตรฐาน และนโยบาย
ข้อเสนอสำคัญจากเวทีเสวนาคือ ประเทศไทยต้องพัฒนา “ระบบนิเวศเกษตรคาร์บอนต่ำ” ที่รองรับทั้งโซ่คุณค่า ไม่ใช่สนับสนุนเพียงจุดใดจุดหนึ่ง โดยต้องมีงานวิจัยที่เชื่อถือได้ ระบบ MRV ที่เข้าถึงง่าย มาตรฐานที่ตลาดยอมรับ กลไกการเงินสีเขียว การรวมกลุ่มเกษตรกร และนโยบายที่ทำให้ผลประโยชน์กลับไปถึงเกษตรกรอย่างเป็นธรรม และทำได้จริง
ทิศทางในการเพิ่มรายได้เกษตรกรจึงควรเดินไปพร้อมกัน 4 ด้าน ได้แก่
หนึ่ง รายได้จากคาร์บอนเครดิต ผ่านกิจกรรมลดการปล่อยหรือกักเก็บคาร์บอน
สอง รายได้จากสินค้าเกษตรพรีเมียมคาร์บอนต่ำ ที่ตอบโจทย์ traceability, ESG และตลาดส่งออก
สาม รายได้จากการลดต้นทุนการผลิต ผ่านการลดการใช้น้ำ ปุ๋ย พลังงาน และการจัดการไร่ที่มีประสิทธิภาพ
สี่ รายได้และสภาพคล่องจากกลไกการเงินสีเขียว เช่น Green Loans และเงินทุนเพื่อการลงทุนในเครื่องจักร เทคโนโลยี และระบบข้อมูล
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนทั้งโซ่คุณค่ายังมีช่องว่างด้านการวิจัยที่ต้องการการสนับสนุน ได้แก่ การวิจัยค่าการปล่อยและการกักเก็บคาร์บอนเฉพาะพื้นที่และเฉพาะพืชของไทย การวิจัยระบบ MRV ต้นทุนต่ำที่เหมาะกับเกษตรกรรายย่อย การวิจัยโมเดลธุรกิจและการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม การวิจัยบทบาทของสหกรณ์ในการรวบรวมคาร์บอนเครดิต การวิจัย Green Funding สำหรับภาคเกษตร การวิจัยมาตรฐานและตลาดระหว่างประเทศ และการวิจัยผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต่อเกษตรกร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พร้อมใช้จุดแข็งด้านวิชาการ งานวิจัย และเครือข่ายภาคเกษตร ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการพัฒนาองค์ความรู้ สร้างต้นแบบ และเชื่อมต่อภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้เป้าหมาย Net Zero ไม่เป็นเพียงเป้าหมายเชิงนโยบาย แต่กลายเป็นเส้นทางใหม่ในการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน ลดหนี้ ยกระดับสินค้าเกษตร และสร้างความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยในตลาดโลก
สารสำคัญของเวทีนี้คือ Net Zero จะสร้างประโยชน์ได้จริง ก็ต่อเมื่อประเทศไทยออกแบบโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรและอาหารใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยให้เกษตรกรเป็นเจ้าของโอกาส ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับภาระจากการเปลี่ยนผ่าน








