วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดกิจกรรมโครงการเตรียมความพร้อมการเป็น “ผู้ทำบัญชี ตามคุณสมบัติและเงื่อนไขของ DBD” เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมสนม สุทธิพิทักษ์ เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และติดอาวุธทางปัญญาให้แก่นักศึกษาการบัญชี หลักสูตรเทียบโอน ทั้งภาคปกติและภาคพิเศษวันอาทิตย์ รวมกว่า 315 คน ให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและข้อกำหนดการบัญชีฉบับล่าสุดอย่างเป็นระบบ โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์ธัญพร อธิกุลวริน นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับแนวทางการเตรียมตัวเป็น “ผู้ทำบัญชี” ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี
ภายในงานยังมี ดร.อรัญญา นาคหล่อ อาจารย์ประจำหลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิต วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) และผู้จัดการสถาบันพัฒนานักวิชาชีพบัญชี (IPAD) ในฐานะผู้ดูแลโครงการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารนำโดย ดร.ณัฐพัชร์ นวลมณีฐิติ รองคณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อริสรา ธานีรณานนท์ ผู้อำนวยการหลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิต และ ผู้อำนวยการหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) และ คณาจารย์หลักสูตรการบัญชี ได้แก่ ดร.เปรมารัช วิลาลัย,อาจารย์ รัชพล จิรัฐชัย และอาจารย์ณัฐพงศ์ เหลืองนฤดม ร่วมให้การต้อนรับและผลักดันโครงการเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาทุกคนได้พัฒนาศักยภาพและเติบโตเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด ตามแนวทางของ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
สำหรับเนื้อหาการบรรยาย อาจารย์ธัญพร อธิกุลวรินเริ่มต้นด้วยการเจาะลึกถึงความแตกต่างเชิงโครงสร้างของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบัญชี โดยระบุว่า พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มีสถานะเป็นกฎหมายที่กำกับดูแลนิติบุคคลหรือธุรกิจ ขณะที่พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มีหน้าที่กำกับดูแลตัวบุคคลหรือผู้ประกอบวิชาชีพโดยตรง ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงการแบ่งแยกบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับสถานะผู้ทำบัญชีในประเทศไทยจากเดิมที่เรียกว่า “Bookkeeper” สู่การเป็น “Accountant” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนชื่อเรียก แต่ยังหมายถึงการเพิ่มความรับผิดชอบและศักดิ์ศรีในวิชาชีพให้เทียบเท่ากับผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ทุกประการ
อาจารย์ธัญพร อธิบายต่อว่า ประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ทำบัญชีไว้ 6 ประการหลัก ได้แก่ การมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย, ความรู้ภาษาไทยเพียงพอแก่การปฏิบัติหน้าที่, การเป็นสมาชิกหรือขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชี, การไม่เคยต้องโทษจำคุกในคดีเกี่ยวกับทรัพย์, การมีวุฒิการศึกษาตามเกณฑ์ และการผ่านการทดสอบความรู้ความสามารถผ่านระบบ e-Accountant โดยกำหนดให้ผู้จบ ปวส. สามารถทำบัญชีได้เฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก ส่วนผู้ที่จบปริญญาตรีขึ้นไปสามารถทำบัญชีได้ทุกขนาดธุรกิจ
นอกจากนี้ อาจารย์ธัญพร ยังได้หยิบยกกรณีศึกษาเพื่อเน้นย้ำข้อควรระวังในเรื่อง “วิกฤตการต่ออายุสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี” โดยชี้ให้เห็นบทเรียนจากเกณฑ์เงื่อนไขบังคับในช่วงปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมาว่า หากผู้ทำบัญชีละเลยหรือไม่ดำเนินการต่ออายุสมาชิกภายในกำหนดเวลา 3 เดือนก่อนสิ้นปีปฏิทิน คือภายในวันที่ 31 ธันวาคม จะส่งผลให้คุณสมบัติการเป็นผู้ทำบัญชีสิ้นสุดลงทันทีในทางกฎหมาย และหากประสงค์จะกลับเข้ามาในวิชาชีพจะต้องเข้าสู่กระบวนการเริ่มต้นทดสอบความรู้ความสามารถผ่านระบบใหม่ทั้งหมดตามเกณฑ์ปัจจุบัน
ในส่วนของการทดสอบผ่านระบบออนไลน์ (e-Testing) อาจารย์ธัญพร ระบุว่า ผู้สมัครต้องสอบผ่าน 4 รายวิชาหลัก ได้แก่ พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 (30%), พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 และหลักจรรยาบรรณ (20%), หลักการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (30%) และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (20%) โดยข้อสอบเป็นปรนัย 60 ข้อ ใช้เวลา 90 นาที และต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ในแต่ละรายวิชา
อาจารย์ธัญพร ยังกล่าวถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางการควบคุมการประกอบวิชาชีพ โดยเปลี่ยนจากการนับงานตามนิติบุคคลมาเป็นการนับตามจำนวนรายงบการเงิน ซึ่งผู้ทำบัญชีสามารถรับงานได้ไม่เกิน 100 งบการเงินต่อปี พร้อมทั้งต้องปฏิบัติตามเกณฑ์การพัฒนาความรู้ต่อเนื่อง (CPD) ไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมงต่อปี โดยต้องมีเนื้อหาด้านบัญชีอย่างน้อย 6 ชั่วโมง และด้านจรรยาบรรณอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หากไม่ครบจะต้องศึกษาชดเชย และหากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับทางอาญาสูงสุด 10,000 บาทต่อกรณี
ดร.อรัญญา นาคหล่อ ในฐานะผู้ดูแลโครงการกล่าวเสริมถึงวัตถุประสงค์และความสำคัญของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ โดยระบุว่า การยกระดับหลักเกณฑ์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่กำหนดให้ผู้ทำบัญชีรายใหม่ต้องผ่านการทดสอบความรู้ความสามารถผ่านระบบกลาง ถือเป็นเกณฑ์ไฟต์บังคับสำคัญที่แตกต่างจากในอดีต ซึ่งส่งผลให้ผู้ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่เส้นทางวิชาชีพรายใหม่จำเป็นต้องตื่นตัวและปรับตัวอย่างเร่งด่วน
อย่างไรก็ดี เนื่องจากวิชาชีพบัญชีเป็นหนึ่งในอาชีพสงวนตามกฎหมายที่มีความมั่นคงสูง ทางหลักสูตรบัญชีบัณฑิต วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จึงได้เตรียมความพร้อมรองรับไว้ในทุกมิติ ทั้งการสนับสนุนเชิงโครงสร้างและทรัพยากรทางการศึกษา เพื่อผลักดันให้นักศึกษาหลักสูตรเทียบโอนทุกคนก้าวข้ามเงื่อนไขทางกฎหมายดังกล่าว และขับเคลื่อนให้มีความพร้อมสำหรับการทำงานในโลกบัญชีอย่างเต็มที่
“กิจกรรมในวันนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจและความหวังดีของคณาจารย์ สาขาการบัญชีฯ DPU ทุกท่าน แต่อาจารย์ยังคงยืนยันคำเดิมเพื่อให้นักศึกษาเชื่อมั่นว่า การเรียนจบหลักสูตรบัญชีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยของเราจะไม่มีวันตกงานอย่างแน่นอน เพราะนี่คือวิชาชีพสงวนที่ตลาดแรงงานต้องการตัวอยู่ตลอดเวลา และหลังจากนี้คณาจารย์ทุกคนพร้อมที่จะสนับสนุนทรัพยากรทุกมิติ เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาเทียบโอนทุกคนมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการก้าวไปสู่การเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชีและคว้าใบอนุญาตมาเป็นใบเบิกทางสร้างอนาคต”
ในช่วงท้ายของการบรรยาย อาจารย์ธัญพร ยังได้กล่าวทิ้งท้ายถึงแนวทางในการปรับตัวและยกระดับตนเองสู่การเป็น “Innovative Accountant” หรือนักบัญชีนวัตกรแห่งอนาคต ซึ่งหมายถึงการเป็นนักบัญชีข้ามศาสตร์ที่มีทักษะรอบด้าน สามารถก้าวขึ้นมาทำหน้าที่เป็นคู่คิดทางธุรกิจร่วมกับผู้บริหารระดับสูง (CEO) หรือทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน (CFO) ได้อย่างเต็มภาคภูมิ นอกจากนี้ยังได้เปรียบเปรยว่าวิชาชีพบัญชีเป็นเสมือน "น้ำซึมบ่อทราย" ที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และสามารถสร้างรายได้เลี้ยงตนเองได้จนถึง “วาระสุดท้าย” หากนักศึกษาไม่หยุดนิ่งต่อการเปลี่ยนแปลง
“จากการที่ได้เดินทางไปบรรยายในหลายสถาบัน ต้องขอชื่นชมจากใจจริงเลยว่า นักศึกษาบัญชีของ DPU มีความตื่นตัว มีระเบียบวินัย และมีความพร้อมในการเรียนรู้ที่น่ารักที่สุด ก็อยากฝากแนวคิดไว้ว่า วิชาชีพบัญชีของเราเป็นเสมือนน้ำซึมบ่อทรายที่มีความมั่นคงและสามารถหล่อเลี้ยงชีวิตเราไปได้จนถึงวันสุดท้าย ทว่าในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินอย่าง TFRS 18 กำลังเข้ามามีบทบาท”
“นักศึกษารุ่นใหม่ของ DPU ทุกคนจะต้องไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ จงเตรียมความพร้อมตัวเองให้กลายเป็นผู้นำต่อการเปลี่ยนแปลง หรือ Leader of Change อย่าปล่อยให้ตัวเองเป็นเพียงผู้ที่เดินตามหลังความเปลี่ยนแปลง เพื่อที่เราจะสามารถก้าวไปยืนเคียงข้างผู้บริหารในฐานะคู่คิดทางธุรกิจได้อย่างสง่างาม และร่วมกันสร้างโอกาส ความเจริญก้าวหน้า พร้อมทั้งรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพบัญชีของเราให้ยั่งยืน”








