วันที่ 17 ส.ค.68 ที่บก.สอท.3 ถ.มิตรภาพ ต.สำราญ อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น นำโดย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร., พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3, พ.ต.อ.คัมภีร์ พรหมสนธิ รอง ผบก.สอท.3, พ.ต.อ.ชัยพันธุ์ ทัพวงษ์ รอง ผบก.สอท.3, พ.ต.อ.พงศ์นรินทร์ เหล่าเขตกิจ รอง ผบก.สอท.3, พ.ต.อ.ณกฤช บุญศักดิ์ รอง ผบก.สอท.3, พ.ต.อ.พิเชียรยศ อรุณพันธกุลรอง ผบก.สอท.3, พ.ต.อ.สรกฤช พันธ์ศรี รอง ผบก.สอท.3, พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 และ พ.ต.อ.ประเสริฐ หวังบุญสร้าง ผกก.2 บก.สอท.3 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ตร.ไซเบอร์ล่าเครือข่ายสแกมเมอร์อีสาน ตามรวบแล้ว 20 ราย อายัดทันคืนผู้เสียหายกว่า 2 ล้านบาท
สืบเนื่องจาก พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดกวาดล้างจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์ในทุกมิติ รวมไปถึงการสืบสวนขยายผลและตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อติดตามยอดเงินที่ถูกหลอกลวงกลับมาคืนสู่ผู้เสียหาย ตามโครงการ “MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” โดยก่อนหน้านี้ สามารถจับกุมเครือข่ายบัญชีม้าของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ และสามารถติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนได้แล้วหลายครั้ง มูลค่ารวมหลายร้อยล้านบาท
โดยล่าสุด พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 ได้สั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว จนนำมาสู่ปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องหา รวมจำนวน 20 ราย และติดตามเงินที่ถูกหลอกลวงคืนผู้เสียหายได้ จำนวน 3,088,294 บาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้
กรณีที่ 1 หลอกลวงเทรดหุ้นเสียหายกว่า 19 ล้าน อายัดทันคืนผู้เสียหาย 1,284,000 บาท
สืบเนื่องจากมีผู้เสียหาย เป็นชายวัย 70 ปี รายหนึ่งในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ได้ถูกมิจฉาชีพชักชวนให้ลงทุนเทรดหุ้นออนไลน์ โดยแนะนำให้เข้าร่วมกลุ่มไลน์ชื่อ “Invest” อ้างว่าเป็นโครงการสอนเทรดหุ้น และสร้างความน่าเชื่อถือโดยการใช้ภาพโปรไฟล์เป็นตราสัญลักษณ์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปตามที่คนร้ายแนะนำ รวมทั้งสิ้น จำนวน 22 ครั้ง ไปยังบัญชีธฯคารปลายทาง จำนวน 15 บัญชี มูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 19,638,742.20 บาท
จากกรณีดังกล่าว พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 ได้นำทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วย พ.ต.ท.อนุสรณ์ ธีรนุชพงศ์, พ.ต.ท.ชนทัช วุฒิภัทรโสภณ, พ.ต.ท.ธนัช ธนาบุญประกอบ, พ.ต.ท.ภูวสิษฐ์ เจริญธนฐิติโชค รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3, พ.ต.ท.นิพนธ์ ลำน้อย, พ.ต.ท.วชิรการณ์ วัฒนา สว.กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ได้ร่วมกันสืบสวนและพิสูจน์ทราบเส้นทางการเงินของกลุ่มคนร้ายดังกล่าว
จากการตรวจสอบพบว่า เครือข่ายดังกล่าวมีการวางระบบเส้นทางการเงิน โดยแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ทั้งผู้ใช้บัญชีรับเงินจากผู้เสียหาย, พักเงิน, ถอนเงิน และนำเงินสดที่ได้ไปให้กลุ่มผู้รับผลประโยชน์โดยตรง หรือฝากต่อไปยังบัญชีผู้รับผลประโยชน์ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยมีการใช้บัญชีธนาคารทั้งในนามบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล (บริษัท) ในการทำธุรกรรม และยังพบอีกว่า เครือข่ายดังกล่าวมีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องกับการรับเงินสดจากกลุ่มถอนเงินด้วย
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับกลุ่มบุคคลที่เป็นกรรมการบริษัท รวมทั้งเจ้าของบัญชีถอนเงินทั้งสิ้น จำนวน 19 ราย ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น”, “โดยทุตริจนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น”, “ร่วมกันหรือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือสนับสนุนการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน”
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้ว จำนวน 15 ราย โดยมีผู้ต้องหารายสำคัญ 2 ราย คือ นายอธิคมฯ ทำหน้าที่ ถอนเงินสดเพื่อส่งมอบต่อให้ผู้รับผลประโยชน์ และ น.ส.ธัญสินีฯ หุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.ธัญสินี โมบาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานธนาคารอายัดยอดเงินในบัญชีธนาคารของนิติบุคคลดังกล่าวไว้ได้ทัน จำนวน 1,284,000 บาท
กรณีที่ 2 หลอกลวงลงทุนเงินหมุนและสินค้า ความเสียหายเชื่อมโยงกว่า 22 ล้าน อายัดทันคืนผู้เสียหาย 904,294 บาท
สืบเนื่องจากมีกลุ่มผู้เสียหายหลายราย พบโฆษณาในโซเชียลมีเดียชักชวนให้ลงทุน เงินหมุน หรือ สินค้า เพื่อดึงดูดความสนใจ เมื่อผู้เสียหายโอนเงินในช่วงแรกที่ยังลงทุนไม่สูงนัก มิจฉาชีพจะโอนผลกำไรกลับมาให้จริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และสร้างแรงจูงใจให้อยากเพิ่มยอดเงินในการลงทุน ต่อมาเมื่อผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และต้องการถอนเงิน มิจฉาชีพจะอ้างเงื่อนไขต่างๆ เช่น ต้องจ่ายค่าภาษี หรือ ค่าธรรมเนียมระบบ ซึ่งผู้เสียหายส่วนใหญ่หลงเชื่อและไม่กล้าหยุดโอนเพราะเสียดายเงินก้อนแรกที่ลงทุนไปจนสุดท้ายทำให้สูญเงินจนหมดตัว โดยเบื้องต้นพบว่ามีความเชื่อมโยงมากถึง 48 คดี (Case ID) รวมความเสียหาย จำนวน 22,187,994.77 บาท
ต่อมา พ.ต.อ.ประเสริฐ หวังบุญสร้าง ผกก.2 บก.สอท.3 พร้อมด้วย พ.ต.ท.อโนทัย ดียิ่ง รอง ผกก.2 บก.สอท.3,พ.ต.ท.วินัย ชมพุฒ รอง ผกก.2 บก.สอท.3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ได้ร่วมกันสืบสวนและตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าเครือข่ายดังกล่าว เมื่อได้เงินก้อนใหญ่จากผู้เสียหาย จะรีบโอนเงินออกจากระบบผ่านบัญชีม้าถึง จำนวน13 บัญชี และโอนถ่ายต่อไปถึง 3 ทอด (3 แถว) เพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องได้แล้ว จำนวน 12 ราย
โดยล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.3 ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นพร้อมกัน 5 จุด ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ, สมุทรปราการ, ปทุมธานี, อุบลราชธานี และ กทม. สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ จำนวน 5 ราย ได้แก่
1. น.ส.ธนาภรณ์ อายุ 18 ปี ทำหน้าที่ รับโอนเงินตรงจากผู้เสียหาย จำนวน 192,900 บาท
2. นายพิทักษ์ อายุ 62 ปี ทำหน้าที่ รับโอนเงินตรงจากผู้เสียหาย จำนวน 1,100,000 บาท
3. นายณัฐพล อายุ 27 ปี ทำหน้าที่ รับโอนเงินตรงจากผู้เสียหาย จำนวน 900,000 บาท
4. น.ส.นันทนัช อายุ 53 ปี ทำหน้าที่ รับโอนเงินตรงจากผู้เสียหาย จำนวน 904,294 บาท
5. นายชวนคิด อายุ 41 ปี ทำหน้าที่ บัญชีม้าปลายทางแถวที่ 3 รับโอนเงินต่อ จำนวน 640,000 บาท
จากกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานธนาคารอายัดบัญชีของผู้ต้องหาได้แล้ว จำนวน 2 ราย คือบัญชีธนาคารของนายณัฐพล และ น.ส.นันทนัช รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,804,294 บาท โดยธนาคารได้สั่งจ่ายเช็คเงินของกลางที่ถูกประทุษร้ายแล้ว จำนวน 904,294 บาท เพื่อคืนผู้เสียหาย ส่วนยอดเงินที่เหลืออยู่ระหว่างการดำเนินการซึ่งจะนำคืนผู้เสียหายต่อไป
พล.ต.ท.ไตรรงค์ . ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตามคดี จึงได้ร่วมกันนำเงิน จำนวน 2,188,294 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหาย จำนวน 2 ราย ตามโครงการ“MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”








