ตำรวจไซเบอร์ทลายเครือข่ายแก๊งเวียดนามฟอกเงินผ่านทองคำ จับผู้ต้องหา 5 ราย ยึดทองคำแท่ง 14 แท่ง เงินสด และรถยนต์ พบเชื่อมโยงหลอกคนไทย 18 ราย สูญกว่า 12.6 ล้านบาท ใช้วิธีเปลี่ยนเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นทองคำเพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน
วันที่ 31 ก.ค.69 ที่ บก.สอท.2 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.กานตพงศ์ชัยรุ่งเรือง รอง จตร. ช่วยราชการ บช.สอท., พล.ต.ต.กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. ช่วยราชการ บช.สอท.,พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3, พ.ต.อ.พงศ์นรินทร์ เหล่าเขตกิจ รอง ผบก.สอท.3 และ พ.ต.อ.ลักษณ์ปกรณ์ ลูกรักษ์ ผกก.3 บก.สอท.3 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวทลายแก๊งเวียดนามฟอกเงินผ่านทองคำ ยึดทองแท่งเพียบ เอี่ยวหลอกคนไทยสูญแล้วกว่า 12 ล้านบาท
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 ก.ค.69 ได้มีผู้เสียหายเป็นชายวัย 61 ปีรายหนึ่ง ได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า แจ้งว่าหม้อแปลงไฟฟ้ามีปัญหาต้องทำการเปลี่ยนและทำเรื่องขอรับเงินค่าประกันหม้อแปลงไฟฟ้าคืน จากนั้นได้ให้แอดไลน์แล้วพิมพ์คุยรายละเอียดกัน แล้วเปลี่ยนไปโทรคุยกันผ่าน Video Call พร้อมกับส่ง QR Code ให้ผู้เสียหายสแกน ต่อมามิจฉาชีพแจ้งให้เปิดแอปพลิเคชันธนาคารแล้วกดเปลี่ยนเมนูเป็นภาษาอังกฤษและสั่งให้ทำตามคำแนะนำ เมื่อมีรหัส OTP เข้ามายังโทรศัพท์มือถือผู้เสียหาย คนร้ายได้สั่งให้แจ้งเลขดังกล่าว อ้างว่าเป็นเลขลำดับคิว สุดท้ายปรากฎว่า เงินถูกโอนออกจากบัญชีผู้เสียหายไป 3 ครั้ง รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,799,400 บาท
จากกรณีดังกล่าว พล.ต.ท.สุรพล ผบช.สอท. ได้แต่งตั้งให้ พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง รอง จตร. ช่วยราชการ บช.สอท. เป็นหัวหน้าคณะทำงานสืบสวนและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ ร่วมกับ พล.ต.ต.กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. ช่วยราชการ บช.สอท., พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 และ พ.ต.อ.ลักษณ์ปกรณ์ ลูกรักษ์ ผกก.3 บก.สอท.3 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ กก.3 บก.สอท.3 ร่วมกันสืบสวนสอบเพื่อนำตัวผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนทราบว่า เมื่อวันที่เกิดเหตุ (9 ก.ค.69) เวลา 14.48 น. เป็นต้นไป ผู้เสียหาย ได้โอนเงินไปยังบัญชีม้านิติบุคคล ชื่อ หจก.รุ่งเรืองศรีมงคล และบัญชีธนาคารชื่อ น.ส.นริศรา โดยในวันเดียวกัน น.ส.นริศรา ได้ไปเบิกถอนเงินสดหน้าเคาเตอร์ธนาคารแห่งหนึ่ง ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านรังสิต ก่อนนำเงินสดดังกล่าวส่งต่อให้แก่ชายอีกราย เพื่อนำไปส่งต่อให้แก่ผู้ร่วมขบวนการอีกทอดหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน วันที่ 9 ก.ค.69 ได้มีคนใช้บัญชีธนาคารของ หจก.รุ่งเรืองศรีมงคล โอนเงินเพื่อซื้อทองคำแท่งที่ร้านทองแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม รวม 22 ครั้ง รวมจำนวนกว่า 5 ล้านบาท จากการสืบสวนพบว่า บุคคลที่มาซื้อและรับทองคำคือ น.ส.วสุภาส์ เมื่อได้รับทองคำแล้วจึงนำไปให้ นายสิทธิชาติ และชาวเวียดนามที่ร่วมขบวนการอีก จำนวน 3 คน จากนั้นกลุ่มขบวนการดังกล่าวได้ให้คนนำทองคำแท่งไปขายที่ ร้านทองในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ได้เงินสดกลับไปกว่า 4 ล้านบาท
จากการตรวจสอบยังพบอีกว่า แก๊งเวียดนามกลุ่มนี้เชื่อมโยงกับการหลอกลวงผู้เสียหายชาวไทยแล้ว จำนวน 18 ราย มูลค่าความเสียหายประมาณ 12,628,359 บาท และเชื่อว่ายังมีผู้เสียหายที่ยังไม่ได้เข้าแจ้งความอีกเป็นจำนวนมาก จากการสืบสวนเห็นได้ว่ากลุ่มคนร้ายมีการวางแผนและแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ มีการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินจากเงินสดไปเป็นทองคำก่อนนำทองคำไปขายกลับเป็นเงินสดอีกที เพื่อให้เส้นทางการเงินเกิดความสลับซับซ้อนยากต่อการติดตามของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดจนนำไปสู่การขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องได้แล้ว รวมจำนวน 7 ราย
ต่อมา ชุดสืบสวนพบเบาะแสทราบว่า ช่วงค่ำของวันที่ 25 ก.ค.69 กลุ่มคนร้ายชาวเวียดนามดังกล่าวที่ได้ขอศาลอาญาออกหมายจับไว้ วางแผนนำทองคำแท่งมาขายที่ร้านทองร้านเดิม ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี อีกครั้ง จึงได้วางกำลังโดยรอบพื้นที่บริเวณดังกล่าว
กระทั่งเวลาประมาณ 19.30 น. พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง รอง จตร. ช่วยราชการ บช.สอท. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ลักษณ์ปกรณ์ ลูกรักษ์ ผกก.3 บก.สอท.3, พ.ต.ท.ภัทรเดช ภัทรบุตรเพชร รอง ผกก.ฯ, พ.ต.ท.ธนวัฒน์ แจ้งสว่าง รอง ผกก.ฯ, พ.ต.ท.เจษฎา แบ่งการิยา รอง ผกก.ฯ, พ.ต.ท.ณรงค์ สุวรรณรักษ์ รอง ผกก.(สอบสวน)ฯ, พ.ต.ท.ทรงวุฒิ ฟักแสง สว.(สอบสวน)ฯ, พ.ต.ท.ศิรสิทธิ์ ทันศรี สว.ฯ, พ.ต.ท.จำนงค์ นุชนารถ สว.ฯ, พ.ต.ท.ชำนาญ ไชยสิทธิ์ สว.ฯ และ พ.ต.ต.ธนพล หะลีบุตร สว.ฯ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.3 ร่วมกันเข้าจับกุมชาวเวียดนาม จำนวน 2 ราย ขณะกำลังจะขายทองคำให้ร้าน ได้แก่ MR.NGUYEN DINH SANG อายุ 29 ปี และ MS.THI THUY DUNG TRINH อายุ 25 ปี พร้อมตรวจยึดทองคำแท่ง จำนวน 14 แท่ง น้ำหนักรวม 27.50 บาท มูลค่ากว่า 1.7 ล้านบาท, เงินสด จำนวน 66,500 บาท, โทรศัพท์มือถือ จำนวน 3 เครื่อง และ รถยนต์เก๋ง จำนวน 2 คัน
ต่อมา วันที่ 30 ก.ค.69 พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง รอง จตร. ช่วยราชการ บช.สอท. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ลักษณ์ปกรณ์ ลูกรักษ์ ผกก.3 บก.สอท.3 ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.3 เข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้อีก จำนวน 3 ราย ได้แก่ น.ส.นริศรา อายุ 32 ปี ผู้ทำหน้าที่เบิกถอนเงินสดและนำเงินสดที่ได้ส่งต่อนายไพทูลย์ (ผู้ต้องหาตามหมายจับ) จับตัวได้ที่ ถ.เคหะร่วมเกล้า 37 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กทม., นายสิทธิชาติ อายุ 29 ปี และ น.ส.วสุภาส์ อายุ 34 ปี ซึ่งทำหน้าที่รับขายทองคำและนำเงินสดไปส่งต่อให้ผู้ร่วมขบวนการ ขณะกำลังกบดานอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่าน ถ.สุขุมวิท ต.เนินพระ อ.เมืองระยอง จ.ระยอง
จากปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว รวมจำนวน 5 ราย ดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือรับของโจร”, “ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน”, “ร่วมกันกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบเพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวน จนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น” และ “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อนำตัว พร้อมตรวจยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
พล.ต.ท.สุรพล กล่าวว่าตามนโยบายของรัฐบาล ได้กำหนดนโยบายในการเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ ของประชาชน โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. นำเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด จนนำมาสู่ปฏิบัติการดังกล่าว ฝากเตือนไปยังร้านทองทุกแห่ง ให้ระมัดระวังการซื้อขายทองคำ ควรตรวจสอบบัญชีธนาคารให้ตรงกับผู้ที่มาติดต่อซื้อหรือขาย ไม่รับการโอนเงินผ่านบัญชีของผู้อื่นทุกกรณี ควรเป็นการโอนเงินต่อหน้าพนักงานของร้านเท่านั้น เพราะอาจมีผู้ควบคุมหรือสั่งการเบื้องหลัง และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการรับซื้อทองคำจากชาวต่างชาติที่มีมูลค่าสูงหรือมีความถี่ผิดปกติ เพราะท่านอาจตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มขบวนการมิจฉาชีพหรือการพนันออนไลน์ได้








