วันที่ 6 ก.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...
ปราบ Forex เถื่อน-แชร์ลูกโซ่: ชื่นชมในความตั้งใจของท่านจุติ ไกรฤกษ์ แต่จากประสบการณ์ตรงที่ผมเคยขับเคลื่อนมา... ปัญหาที่แท้จริงอาจอยู่ที่คนใช้กฎหมายและระบบราชการ
ล่าสุดผมเห็น ท่านจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการการเงิน ซึ่งท่านเป็นอดีตรัฐมนตรีและเป็นผู้ใหญ่ที่ผมให้ความเคารพอย่างสูง ได้ออกมาจุดพลุประกาศกลางสภาว่า “จะผลักดันร่างกฎหมายใหม่เพื่อมาควบคุม Forex ในฐานะที่ผมเองก็เคยจมหัวจมท้าย ต่อสู้เคียงข้างพี่น้องประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อขบวนการพวกนี้มาอย่างยาวนาน ผมขอแสดงความชื่นชมและสนับสนุนในความตั้งใจของท่านอย่างยิ่งครับ แต่ถ้าเรามองภาพความจริงของประวัติศาสตร์และระบบนิติบัญญัติไทย จากประสบการณ์ตรงของผม ผมอยากสะท้อนข้อมูลสำคัญว่า “การผลักดันร่างกฎหมายใหม่นั้นมีข้อจำกัดและตอชิ้นใหญ่ในสภาที่ยากแสนยาก หากไม่ได้เป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล”
ทำไมผมถึงกล้าเตือนตรง ๆ แบบนี้ ลองย้อนดูประวัติศาสตร์และกลไกหลังม่านสภาที่ผมเคยเจอมาครับ
บทเรียนจากปี2527: เจตนารมณ์ "พลเอก เปรม" ยาแรงสั่งล้างบางแชร์ชม้อย-แม่นกแก้ว-เอกยุทธ
ย้อนกลับไปตอนปี 2527 รัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ต้องเผชิญกับวิกฤตแชร์ลูกโซ่ครั้งใหญ่ที่ทำลายระบบเศรษฐกิจพินาศย่อยยับ ทั้ง แบรนด์แชร์ชม้อย (แชร์น้ำมัน), แชร์แม่นกแก้ว และแชร์ของเอกยุทธ อัญชันบุตร ตอนนั้นขบวนการพวกนี้หลอกลวงประชาชนอยู่ทั่วประเทศ แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับทำอะไรไม่ได้เลย เพราะกฎหมายในมือตอนนั้นมีเพียงแค่ "ฉ้อโกงประชาชน" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 เท่านั้น ซึ่งมีจุดบอดร้ายแรงคือ ต้องรอให้แชร์ล้ม หรือต้องมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์แจ้งความก่อน เจ้าหน้าที่ถึงจะเข้าไปจับกุมได้
พลเอก เปรม เล็งเห็นว่าปล่อยไว้ไม่ได้ จึงตรากฎหมายพิเศษเป็น "พระราชกำหนด (พรก.)" ออกมาเป็นยาแรงเพื่อใช้อำนาจรัฐเข้าไปตัดวงจรและจับกุมมิจฉาชีพได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีผู้เสียหาย
แน่นอนว่าในวันที่ 20-21 ธันวาคม 2527 พอ กฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภา ส.ส. ฝ่ายค้านในขณะนั้น ทั้งจากพรรคประชากรไทยและพรรคประชาธิปัตย์บางกลุ่ม ได้ลุกขึ้นอภิปรายคัดค้านอย่างดุเดือดโต้แย้งเรื่องการให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ล้นพ้น แต่เนื่องจากในเวลานั้น พลเอก เปรม เป็นผู้นำรัฐบาลและคุมเสียงข้างมากในสภาอยู่แล้ว เมื่อเป็นกฎหมายที่ผลักดันโดยรัฐบาลโดยตรง สุดท้ายสภาก็ลงมติอนุมัติให้ผ่านเป็นกฎหมายถาวรใช้บังคับมาจนถึงทุกวันนี้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อกฎหมาย
การที่กรรมาธิการการเงินจะยกร่างกฎหมายคุม Forex ขึ้นมาใหม่ ผมเกรงว่าจะติดตอชิ้นใหญ่ที่เป็นข้อจำกัดทางระบบราชการ เพราะร่างกฎหมายแบบนี้ร้อยทั้งร้อยจะถูกตีความว่าเป็น "ร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน" ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ส.ส. หรือกรรมาธิการจะเสนอเข้าสภาตรง ๆ ไม่ได้ ต้องส่งให้นายกรัฐมนตรีเซ็นรับรองก่อนเท่านั้น
ในอดีตตอนที่ผมดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผมเคยขับเคลื่อนการแก้ปัญหากฎหมายแชร์ลูกโซ่แบบคู่ขนานเต็มสูบ ในสภาผู้แทนราษฎรตอนนั้น ผมได้รับความกรุณาจาก พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ช่วยสั่งการและนำทีม ส.ส. ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขกันอย่างครบถ้วนตามกระบวนการ
แต่พอเป็นร่างกฎหมายการเงินและไม่ได้ถูกบรรจุเป็น "นโยบายเรือธงของรัฐบาล" นายกฯ ก็ต้องส่งไปถามหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ผลคือหน่วยงานตอบกลับมาเป็นเสียงเดียวกันหมดเพื่อเตะถ่วงว่า "มีกฎหมายเดิม พรบ./พรก. ปี 2527 อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายใหม่" สุดท้ายร่างกฎหมายที่เราตั้งใจทำกันแทบตายก็ต้องนอนเป็นผักและตกไปเพราะระบบราชการ
ดังนั้น การที่ท่านจุติเสนอในนามกรรมาธิการ โดยไม่ได้เป็นนโยบายเรือธงที่ฝ่ายบริหารร่วมผลักดัน มันจึงเป็นเรื่องที่ยากมากในทางปฏิบัติ สิ่งที่ง่ายที่สุด ตรงจุดที่สุด และทำได้ทันทีในตอนนี้ คือการ "ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเดิมที่มีอยู่แล้ว" และหันมาแก้ปัญหาที่ "ตัวคนใช้กฎหมาย"
ปัญหาใหญ่คือ "ต้องให้ความรู้กับข้าราชการ" ให้รู้ว่าตัวเองมีอำนาจและหน้าที่อะไร
ผมอยากเสนอแนะแนวทางนี้ไปยังคณะกรรมาธิการและรัฐบาลครับว่า วันนี้สิ่งสำคัญเร่งด่วนที่สุด เราต้องให้ความรู้กับข้าราชการให้มีความรู้เท่าทันโจรยุคใหม่ และต้องรู้ว่าตัวเองมีอำนาจอะไร มีหน้าที่อะไร เพราะบางทีข้าราชการไทยเขาไม่ทราบว่าตัวเองมีอำนาจเต็มมือตามกฎหมายเดิมอยู่แล้ว
ในความเป็นจริง พรก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 วรรคสอง มันเป็นอาวุธหนักที่เขียน "ล็อกคอ" ขบวนการ Forex เถื่อนไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ว่าใครไม่มีใบอนุญาตจาก ธปท. แล้วไปโฆษณา ชักชวน ชวนคนมาลงทุนเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน ถือว่าผิดฐานฉ้อโกงประชาชนทันที โทษคุกสูงสุด 10 ปี แถมยังมี มาตรา 7 ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่บุกตรวจยึดอายัดทรัพย์ได้ล่วงหน้าทันทีโดยไม่ต้องรอให้แชร์ล้ม และมีกลไกโครงสร้างที่มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศนั่งเป็นประธานคณะอนุกรรมการปราบปรามการเงินนอกระบบอยู่แล้ว
แต่ที่ผ่านมา ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยงานมักจะทำงานเชิงรับ ปล่อยให้มิจฉาชีพสูบเงินประชาชนไปก่อน พอเรื่องดังมวลชนช็อกทั้งประเทศถึงค่อยขยับ เหตุผลสำคัญส่วนหนึ่งก็เพราะ "ข้าราชการขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่รู้ว่ากฎหมายเดิมให้อำนาจตัวเองไว้จัดหนักโจรได้ตั้งแต่วันแรก"
กฎหมายเดิมควบคุมเงินสด แต่ออกมานานจนตาม "โลกดิจิทัล" ไม่ทัน
"วันนี้กฎหมายควบคุมการนำเงินสดข้ามแดนมีอยู่แล้ว แต่การติดตามสินทรัพย์ดิจิทัลที่โอนผ่านวอลเล็ตส่วนบุคคล ยังมีข้อจำกัดในการบังคับใช้ ถึงเวลาปรับปรุงกฎหมายให้ทันเทคโนโลยี ไม่ใช่ปล่อยให้ช่องว่างนี้ถูกใช้เป็นทางผ่านของเงินผิดกฎหมาย"
เมื่อพิจารณาในข้อเท็จจริง... ประเทศไทยเรามี พ.ร.บ. ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ที่ล็อกกลไกการหิ้วหรือพกพาเงินสดตราต่างประเทศหรือเงินบาทข้ามแดนไว้อย่างเข้มงวด มีมาตรการตรวจค้นและบทลงโทษที่ชัดเจนหากฝ่าฝืนไม่แจ้งตามเกณฑ์ แต่ปัญหาคือ กฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินฉบับนี้ถูกออกแบบมานานแล้วเพื่อคุม "เงินสดที่เป็นกระดาษ" หรือสินทรัพย์ทางกายภาพที่เดินข้ามพรมแดนเท่านั้น มันจึงไม่สามารถครอบคลุมหรือมีกลไกเข้าไปควบคุม "การโอนเงินออนไลน์ข้ามประเทศ" หรือ "การใช้เงินดิจิทัลข้ามประเทศ" ได้เลย
ตอนที่ผมเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผมเคยร่วมมือกับสำนักงาน ป.ป.ส. และได้ร่วมประชุมหารือกับเลขาธิการ ก.ล.ต. เพื่อถกเถียงและหาทางออกในเรื่องนี้ ซึ่งในที่ประชุมวันนั้นได้ข้อสรุปตรงกันชัดเจนว่า "ประเทศไทยไม่มีกฎหมายฉบับใดเลยที่สามารถควบคุมกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัว (Private Wallet) เหล่านี้ได้"
ทันทีที่เงินถูกแปลงเป็นคริปโต (เช่น USDT) แล้วกดโอนข้ามพรมแดนดิจิทัลไปเทรดเมืองนอก มูลค่าความเสียหายระดับหมื่นล้านแสนล้านผันออกไปในพริบตา แต่กฎหมายเรากลับเอื้อมไม่ถึง และกฎหมายแลกเปลี่ยนเงินฯ เดิมก็มีโทษปรับที่เบาเกินไป ไม่สอดคล้องกับความเสียหายในปัจจุบัน
ข้อเสนอแนะเชิงรุก ผ่าตัดกฎหมายเดิม ดึงโมเดลริบทรัพย์ยาเสพติดมาใช้ ง่ายและเร็วที่สุด
แทนที่จะไปเสียเวลาจุดพลุเสนอร่างกฎหมายใหม่ที่เสี่ยงต่อการโดนปัดตกในสภา ผมขอเสนอแนะให้สภาและรัฐบาลหันมาร่วมมือกัน "ผ่าตัดปรับปรุงกฎหมายเดิมที่มีอยู่แล้ว" ซึ่งทำได้ง่ายกว่าและเห็นผลทันทีครับ:
เร่งให้ความรู้แก่ข้าราชการ ติวเข้มเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและกลไกจังหวัดให้รู้ซึ้งถึง "อำนาจหน้าที่" ตาม พ.ร.ก. ปี 2527 และตื่นตัวทำงานเชิงรุก ไม่ใช่ปล่อยเกียร์ว่างเพราะความไม่รู้เท่าทันเทคโนโลยี
ปรับปรุงข้อกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินและทำธุรกรรม ขยายคำนิยามให้เท่าทันโลกดิจิทัล ให้ครอบคลุมและเพิ่มบทลงโทษการลักลอบโอน "สินทรัพย์ดิจิทัล" ออกนอกระบบโดยผิดกฎหมาย เพื่ออุดช่องโหว่การผันเงินตราออกนอกประเทศ
ดึงโมเดลยาแรงแบบกฎหมายยาเสพติดมาใช้: นำระบบ "ริบทรัพย์สินตามมูลค่า (Value-based Confiscation)" มาบรรจุไว้ในกฎหมายฟอกเงินและกฎหมายปราบแชร์ลูกโซ่ ต่อให้โอนเงินหนีไปเป็นคริปโต ซุกไว้ในกระเป๋าดิจิทัลต่างประเทศจนตามยึดตัวเหรียญยาก แต่กฎหมายต้องมีอำนาจสั่งตามล้างบางและ "ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ในไทยที่มีมูลค่าเท่ากัน" เพื่อชดเชยคืนให้แผ่นดินและประชาชนให้เกลี้ยงคลัง
หากรัฐบาลมีความจริงใจ ปรับปรุงอุดช่องโหว่กฎหมายที่มีอยู่เดิม และติวเข้มข้าราชการให้ตื่นรู้ตามแนวทางนี้ พี่น้องประชาชนคนไทยก็จะไม่ต้องตกเป็นเหยื่อจนช็อกมวลชนซ้ำแล้วซ้ำเล่าครับ
ผมจะยังคงสู้และพูดความจริงเรื่องนี้ต่อไป เพื่อไม่ให้เสียงของประชาชนที่เดือดร้อนถูกละเลยครับ
#สามารถ #จุติไกรฤกษ์ #Forex #Forexเถื่อน #แชร์ลูกโซ่ #หลอกลงทุน #กฎหมาย #ฟอกเงิน #คริปโต #ข่าวการเมือง #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








