กรมศุลกากรแถลงผลจับกุมสินค้าลักลอบและหลีกเลี่ยงศุลกากร ปีงบประมาณ 2569 รวมกว่า 400 คดี มูลค่ากว่า 102 ล้านบาท พบของกลางสำคัญทั้งบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า สุรา สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และสินค้าไม่ได้มาตรฐาน โดยเน้นปราบปรามเข้มทั้งพัสดุไปรษณีย์และขนส่งเอกชน เพื่อปกป้องสังคม ผู้บริโภค และเศรษฐกิจในประเทศ
วันที่ 30 พ.ค.69 สำนักงานศุลกากร นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมศุลกากร แถลงข่าวจับกุมสินค้าลักลอบและหลีกเลี่ยงศุลกากร ของสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 และด่านศุลกากรในสังกัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 พร้อมด้วยนายด่านศุลกากรในพื้นที่รับผิดชอบเข้าร่วมในการแถลงข่าวในครั้งนี้ ณ ด่านศุลกากรแม่กลอง ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม
นายยุทธนา กล่าวว่า ตามนโยบายของอธิบดีกรมศุลกากร นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ให้เข้มงวดในการป้องกันและปราบปราม สินค้าลักลอบหนีศุลกากร หลีกเลี่ยงศุลกากร ของต้องห้ามของต้องกำกัด และสินค้าที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง สำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 และด่านศุลกากรในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ จำนวน 8 ด่าน ได้แก่ ด่านศุลกากรแม่กลอง ด่านศุลกากรอรัญประเทศ ด่านศุลกากรคลองใหญ่ ด่านศุลกากรจันทบุรี ด่านศุลกากรสังขละบุรี ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ด่านศุลกากรชุมพร และด่านศุลกากรระนอง ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ครอบคลุม 19 จังหวัด ในเขตภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ราชบุรี สระแก้ว ปราจีนบุรี สระบุรี นครนายก จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ลพบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง ได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายเป็นไปอย่างเข้มข้นในทุกมิติ ทั้งนี้ ด้วยพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ ทำให้การจับกุมสินค้าลักลอบและหลีกเลี่ยงศุลกากรจะมุ่งเน้นในการปราบปรามการนำเข้าผ่านทางพัสดุไปรษณีย์ บริษัทขนส่งเอกชน และซุกซ่อนมาในยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่ง
สำหรับสถิติการจับกุมสินค้าลักลอบและหลีกเลี่ยงศุลกากร ของสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 และด่านศุลกากรในสังกัด ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีผลการจับกุมและตรวจยึดของกลาง อาทิ บุหรี่ต่างประเทศ บุหรี่ไฟฟ้า สุราต่างประเทศ สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์/ละเมิดเครื่องหมายทางการค้า น้ำมันเชื้อเพลิงกำเนิดต่างประเทศ สินค้าไม่มีใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ขนม ยารักษาโรค และอื่น ๆ จำนวนรวมทั้งสิ้นกว่า 400 คดี ของกลางรวมกว่า 21 ล้านชิ้น รวมมูลค่าประมาณ 102 ล้านบาท ทั้งนี้ การจับกุมสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 มิติ ดังนี้
1. มิติการปกป้องสังคม การป้องกันและปราบปรามสินค้าจำพวก บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า เหล้า ไวน์ ทองคำ ธนบัตร และการฟอกเงิน โดยมีการตรวจพบ และจับกุมคดีที่สำคัญสำหรับสินค้าในมิตินี้ มีมูลค่ากว่า 95 ล้านบาท สินค้าดังกล่าวสามารถส่งผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพ สวัสดิภาพ รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนในสังคมเป็นอย่างมาก โดยสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ในการเข้าตรวจค้นขนส่งพัสดุเอกชนในประเทศแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี จังหวัดสระแก้ว และจังหวัดจันทบุรี จนสามารถจับกุมบุหรี่ต่างประเทศ บุหรี่ไฟฟ้า สุราต่างประเทศ และอื่น ๆ จำนวนกว่า 21 ล้านชิ้น มูลค่ากว่า 95 ล้านบาท ได้เป็นผลสำเร็จ นอกจากนี้ ยังได้มีการตรวจพบและจับกุมก๊าซไนตรัสออกไซด์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ก๊าซหัวเราะ (Happy Gas) บรรจุในกระบอกอัดแรงดันสูง ปริมาณ 110 กระบอก มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1.65 ล้านบาท ซึ่งนำเข้าแล้วขนส่งโดยรถขนส่งเอกชนผ่านทางด่านศุลกากรชุมพร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หากมีการนำก๊าซไนตรัสออกไซด์ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์อาจจะทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
2. มิติความปลอดภัยต่อผู้บริโภค การป้องกันและปราบปรามสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ สินค้าที่ไม่มีใบรับรองมาตรฐานสินค้า สินค้าไม่มีใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ได้กำหนดเป้าหมายในการปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนในประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งหากปล่อยให้มีการนำสินค้าดังกล่าวเข้ามาจำหน่ายในประเทศ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินได้ ทั้งนี้ ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมามีการตรวจพบและจับกุมคดีสำคัญ มูลค่ารวมกว่า 7 ล้านบาท แบ่งเป็นสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้า ได้แก่ นาฬิกา รองเท้า กระเป๋าคละยี่ห้อ รวมถึงเสื้อผ้าและ/หรือชุดกีฬา มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 96 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลักลอบนำเข้ามาทางด่านศุลกากรอรัญประเทศ
3. มิติการปกป้องเศรษฐกิจในประเทศ การป้องกันและปราบปรามสินค้าหลีกเลี่ยงอากร สินค้าที่แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ สินค้าที่หลีกเลี่ยงอากรทุ่มตลาด สินค้าเกษตร สินค้าควบคุมประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งหากปล่อยให้สินค้าเหล่านี้เข้ามาจำหน่ายในประเทศจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้า และผู้ประกอบการในไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากสินค้าเหล่านี้จะมีต้นทุนที่ต่ำลง และสามารถเข้ามาแข่งขันกับสินค้าของไทยได้ ทั้งนี้ สำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ได้มีการตรวจพบ และจับกุมคดีที่สำคัญสำหรับสินค้าในมิตินี้ ปริมาณกว่า 7,800 ลิตร แบ่งเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดดีเซล ซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 4 แสนบาท
นายยุทธนา กล่าวว่า สำหรับความสำเร็จในการจับกุมสินค้าลักลอบและหลีกเลี่ยงศุลกากรในครั้งนี้ เกิดจากการทำงานอย่างเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่ศุลกากรสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 และด่านศุลกากรในสังกัดทุกท่าน ซึ่งพร้อมที่จะปฏิบัติงานเพื่อปกป้องประชาชนและสังคมให้ปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม และยั่งยืนต่อไป








