ข้อมูลใหม่สุดสะพรึง! "โอไมครอน" ไวรัสที่อาจก้าวกระโดดจากสัตว์สู่คน

คุณภาพชีวิต25 ธ.ค. 2564 • 02:30 น.
ข้อมูลใหม่สุดสะพรึง! "โอไมครอน"    ไวรัสที่อาจก้าวกระโดดจากสัตว์สู่คน
เผยงานวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารวิทย์ที่ดังที่สุดในโลก พบเก็บตัวอย่างในกวางหางขาวที่สหรัฐ มีเชื้อโควิดตรงกับ 3 สายพันธุ์ที่ระบาดในคน โดยเฉพาะมีหนึ่งสายพันธ์ุสามารถขยายพันธุกรรมเป็นสายพันธุ์อื่นได้อีก ระบุอาจเป็นไปได้ว่า โอไมครอนที่ยังไม่รู้ที่มา อาจจะเกิดจากไวรัสในสัตว์ได้ และเกิดการเปลี่ยนแปลงมาแพร่ต่อในมนุษย์ ซึ่งหากเป็นจริงจะยิ่งน่ากลัวมาก โอกาสที่จะเจอสายพันธุ์มากมายในอนาคต ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุ "งานวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์ใน Nature พบว่าตัวอย่างที่เก็บจากจมูกกวางหางขาวในรัฐ Ohio ประเทศสหรัฐอเมริกา มีมากถึง 35% ที่ผลออกมาเป็นบวกกับไวรัสโรคโควิด-19 โดยอย่างน้อย 3 สายพันธุ์ที่ตรวจพบได้ในประชากรกวางตรงกับช่วงที่สายพันธุ์ทั้ง 3 ระบาดอยู่ในประชากรมนุษย์เช่นเดียวกัน น่าสนใจตรงที่ในจำนวนไวรัสที่ตรวจพบมีหนึ่งสายพันธุ์คือ B.1.596 สามารถแพร่จากกวางสู่กวาง ได้เป็นคลัสเตอร์ใหญ่ และ มีการแตกกิ่งทางพันธุกรรมออกไปจากไวรัสสายพันธุ์อื่น เรายังไม่ชัดเจนว่าโอมิครอนมาจากไหนกันแน่... ผลงานวิจัยชิ้นนี้บอกว่า อาจมีความเป็นไปได้ว่า ไวรัสที่ไม่เคยพบในประชากรมนุษย์มาก่อนอย่างโอมิครอน อาจเกิดจากการบ่มเพาะของไวรัสในประชากรสัตว์ชนิดอื่นๆ สักพัก โดยที่เราไม่รู้ตัวเพราะไม่เคยไปสนใจถอดรหัสไวรัสในประชากรสัตว์เหล่านั้นอย่างเป็นระบบเหมือนที่ทำในประชากรมนุษย์ อาจจะเป็นเหตุการณ์ใดสักอย่างที่ทำให้ไวรัสดังกล่าวสามารถกระโดดกลับมาคนได้แบบนำการเปลี่ยนแปลงแบบที่ไม่เคยพบมาก่อนมาแพร่ในประชากรมนุษย์ ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆจะเป็นเรื่องน่ากังวลครับ เพราะไวรัส SARS-CoV-2 สามารถติดเข้าสู่สัตว์ได้หลายสปีชีร์ และ ยังไม่ชัดว่ามีกี่ชนิดที่ไวรัสแพร่กระจายในประชากรสัตว์เหมือนที่พบในกวาง การเปลี่ยนแปลงของไวรัสนอกประชากรมนุษย์สามารถเกิดได้หลากหลาย ยากมากที่จะคาดเดาได้ล่วงหน้า โอกาสที่จะตรวจพบไวรัสที่เปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดอย่างโอมิครอนในอนาคตจึงมีความเป็นไปได้สูงครับ https://www.nature.com/articles/s41586-021-04353-x"