มสส.เผยช่วงโควิดระบาด พบความรุนแรงในครอบครัว-เด็กถูกล่วงละเมิดสูงขึ้น
สลด!เด็กถูกล่วงละเมิดซ้ำ 2-3 ครั้ง สาเหตุหลักที่ทำให้ก่อความรุนแรงมาจากเหล้า มากถึง 75% ห่วงสื่อทีวีและสื่อยุคใหม่เน้นเสนอความรุนแรง ฉากคุกคามทางเพศ อาจทำให้สังคมมองเป็นเรื่องปกติควรระมัดระวังในการนำเสนอ
30 พ.ย.2564 มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.)ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)และสื่อมวลชน จัดกิจกรรม Focus Group ประชุมระดมความเห็นผ่านระบบZoom ประเด็น "ยุติความรุนแรงในครอบครัว...สื่อเติมเชื้อหรือดับไฟ?"
รศ.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า จากการสำรวจเกี่ยวกับปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการใช้ความรุนแรง หลักๆมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสิ่งเสพติด ซึ่งแอลกอฮอล์ถือเป็นต้นทางของปัญหาสำคัญใน 4 มิติ ได้แก่คือ ด้านสุขภาพ ทำลายภูมิคุ้มกัน เพิ่มความเสี่ยงติดโควิดถึง 2.9 เท่า ด้านอุบัติเหตุทางถนนพบมากกว่า 20% ของอุบัติเหตุทางถนนมาจากการดื่มแล้วขับ ซึ่งเพิ่มสูงถึง 40% ในช่วงเทศกาล ด้านเศรษฐกิจ เกิดความสูญเสียไปมากกว่า 9 หมื่นล้านบาทต่อปี และด้านที่ก่อให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว
ด้านนายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า จากการสำรวจสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จำนวน1,692 ตัวอย่าง ในกทม.และปริมณฑลระหว่างวันที่17 – 23 ต.ค.2564 พบว่าความรุนแรงที่พบมากที่สุด 53.1% คือการพูดจาส่อเสียด เหยียดหยามด่าทอและดูถูก รองลงมา35% คือการห่างเหินไม่รับผิดชอบต่อครอบครัว ตามมาด้วย 22.6% คือการประจานทำให้อาย และการทำร้ายร่างกาย 20.2%
นอกจากนี้ข้อมูลยังระบุชัดเจนว่า 41.5% พบว่ามีความรุนแรงมากขึ้นกว่าช่วงก่อนจะเกิดระบาดของโควิด-19 และ75% พบเหตุความรุนแรงซ้ำ 2-3 ครั้ง สาเหตุหลักยังคงมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตามจะพบว่าผลกระทบต่อครอบครัวจากการระบาดโควิด-19 พบว่า82% มีผลกระทบทางเศรษฐกิจถึง 80.2% มีผลต่ออารมณ์ และ31.3% มีผลต่อความสัมพันธ์
นายจะเด็จ กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนบทบาทของสื่อมวลชนต่อเรื่องนี้ พบว่าหนังสือพิมพ์รายวันนั้นมีการเสนอเนื้อหาและภาพที่มีความรุนแรงต่อเด็ก สตรีและครอบครัวลดลง แต่ที่น่ากังวลคือสื่อโทรทัศน์มีการนำเสนอฉากหรือเรื่องราวการคุกคามทางเพศ การข่มขืน การใช้ความรุนแรงกับคู่รัก สร้างมายาคติให้เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา นอกจากนั้นสื่อออนไลน์สมัยใหม่ยังมีการความรุนแรงทางเพศ พบมิวสิควิดิโอจำนวน 19 เพลงมีเนื้อหาที่คุกคามทางเพศกดทับผู้หญิงจึงอยากให้สื่อและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยกันณรงค์เรื่องนี้ต่อไป
ด้านดร.ชเนตตี ทินนาม คณะนิเทศศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าจากการศึกษาบทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนในเรื่องการนำเสนอข่าวความรุนแรงสื่อยังขาดการทำงานอีก 2 มิติคือ หนึ่งสื่อมักมองความรุนแรงทางตรงที่ปรากฎอยู่ในฉากละครและข่าวแต่ไม่ได้มองให้ลึกในเชิงโครงสร้างความรุนแรงในครอบครัว สองสื่อควรจะต้องมองความรุนแรงบนฐานของจากเพศสภาพก้าวลึกไปมากกว่าเพศหญิงเพศชาย ไม่เช่นนั้นการมองปัญหาความรุนแรงของสื่อยังคงมีการผลิตภาพซ้ำให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเพียงแค่เรื่องส่วนตัวซึ่งเป็นผลจากนโยบายสาธารณะของรัฐที่ปกป้องผู้หญิงน้อยเกินไปและระบบทุนนิยมปิตาธิปไตยในสังคมที่หล่อเลี้ยงและกำกับสื่อ การใช้ความรุนแรงในครอบครัวถือเป็นความผิดทางอาญาที่ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว การเพิกเฉยของรัฐและการผลิตซ้ำของสื่อจึงถือเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่คอยหล่อเลี้ยงให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นความรุนแรงทางทางตรงต่อไป ทางออกของสื่อต้องไม่ยอมรับให้ความรุนแรงในครอบครัวกลายเป็นความชอบธรรม และควรต้องทำงานด้วยหลักความรับผิดชอบไม่ตำหนิผู้เสียหาย รู้เรื่องกฎหมาย มีการนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างเสมอหน้าไม่เลือกฐานะครอบครัว มองปัญหาความรุนแรงทั้งบริบทรอบด้าน ยกระดับให้เห็นว่าความรุนแรงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว นอกเหนือจากการนำเสนอข่าวและข้อมูลแล้วจะต้องให้ข้อมูลช่องทางในการช่วยเหลือด้วย
ในขณะที่ นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส, อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสสส.กล่าวว่า มีการตั้งคำถามว่าการขายความรุนแรงคือความอยู่รอดของสื่อจริงหรือก็ต้องยอมว่าในอดีตการนำเสนอภาพ ข่าว เสียง ความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ ของสื่อมวลชนนั้นมีอยู่จริงจนถึงปัจจุบัน เพราะผู้บริหารสื่อหรือเจ้าของธุรกิจสื่อจำนวนไม่น้อยมองว่าข่าวประเภทนี้คนอ่าน คนดู คนฟังชอบหรือให้ความสนใจเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจ ยอดจำหน่ายหนังสือพิมพ์หรือสปอนเซอร์สนับสนุนเพิ่มรายการขึ้น กลายเป็นว่าการนำเสนอความรุนแรงแรงผ่านสื่อทำให้ต่ออายุของธุรกิจต่อไปได้ แต่ปัจจุบันนี้สื่อหนังสือพิมพ์ก็เริ่มลดการนำเสนอสิ่งเหล่านี้ลง แต่สื่อโทรทัศน์บางส่วนรวมทั้งสื่อออนไลน์บางส่วนยังคงมีการนำเสนอความรุนแรงในรูปแบบต่างๆอยู่เช่นรายการสนทนาทางโทรทัศน์บางสถานีเห็นได้ชัดว่าเมื่อนำเสนอข่าวความรุนแรงในครอบครัว นำสามีภรรยามาทะเลาะกับผู้หญิงอื่นออกอากาศกลายเป็นข่าวที่คนสนใจ เมื่อไปดูเรทติ้งรายการพุ่งสูงขึ้นรายได้ของบริษัทก็มีกำไรมากขึ้น แต่ถึงที่สุดในอนาคตเชื่อว่าผู้บริโภคจะเป็นตัวกำหนดเนื้อหาและคุณภาพของสื่อเพราะการนำเสนอข่าว ภาพ เสียงที่สนับสนุนให้มีการใช้ความรุนแรงนอกจากจะทำร้ายเหยื่อซ้ำแล้วอาจจะเป็นการปลูกฟังความคิดการใช้ความรุนแรงให้กับประชาชนไปด้วยโดยไม่รู้ตัว สื่อจึงต้องสกรีนตัวเองก่อนที่จะให้คนอื่นมากำกับดูแลหรือลงโทษ