ไฟป่าดอยสุเทพดับสนิท “เชียงใหม่” ยังยึดแชมป์โลกฝุ่นพิษ/ชี้เบื้องลึกต้นตอฝุ่นพุ่ง!
เช้านี้อากาศพื้นที่ภาคเหนือยังวิกฤติ 17 จุดติดโซนแดงอันตราย หนักสุดที่เชียงใหม่ น่าน เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน ขณะโซนส้มเริ่มกระทบสุขภาพอีก 8 จุด ยืนยันไฟป่าดอยสุเทพดับหมดแล้วทุกจุดแต่ยังต้องเฝ้าระวังจุดเสี่ยงปะทุซ้ำ นักวิชาการมองความไม่พอใจภาครัฐอาจเป็นเหตุใหญ่ที่ทำให้ฝุ่นเชียงใหม่ทะลุโลก
กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศ พื้นที่ภาคเหนือ วันที่ 31 มี.ค.63 เวลา 06.00 น. พบว่าเช้านี้อยู่ในระดับปานกลางถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ตรวจพบค่าระหว่าง 47 - 250 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) ยังคงเกินมาตรฐานใน 25 พื้นที่ โดยอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ (โซนสีแดง) 17 พื้นที่ สูงสุดอยู่ที่ ต.เมืองคอง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 250 ไมโครกรัมฯ ตามด้วย ต.ห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน 234 ไมโครกรัมฯ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย 189 ไมโครกรัมฯ ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย 144 ไมโครกรัมฯ ต.บ้านต๋อม อ.เมือง จ.พะเยา 133 ไมโครกรัมฯ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ต.ธานี อ.เมือง จ.สุโขทัย ต.ท่าอิฐ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ต.นาจักร อ.เมือง จ.แพร่ ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง
นอกจากนี้ พบว่าพื้นที่โซนแดงวันนี้ขยายไปที่กำแพงเพชร สุโขทัย อุตรดิตถ์ ค่าฝุ่นสูงอยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพแล้ว ขณะที่พื้นที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (โซนสีส้ม) จำนวน 8 พื้นที่
ขณะที่ www.airvisual.com ซึ่งรายงานคุณภาพอากาศและจัดอันดับเมืองมลพิษ โดยรายงานแบบเรียลไทม์ วันที่ 31 มี.ค.63 เวลา 07.00 น. พบว่า เมืองเชียงใหม่ของไทย ยังคงอยู่ในอันดับที่ 1 เมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก ค่าฝุ่นอยู่ที่ 192 US AQI
จากเหตุการณ์ไฟป่าที่ลุกไหม้อย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือติดต่อกันมากว่าสัปดาห์ ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่วิกฤติ ค่าฝุ่นสูงลิ่วเกินมาตรฐานติดโซนแดงเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จนคนในพื้นที่แทบจะอยู่กันไม่ไหว
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) จังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่าไฟป่าที่เกิดในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ได้ดับหมดทุกจุดแล้ว แต่ยังต้องเฝ้าระวังใกล้ชิดและทำแนวกันไฟโดยรอบวัดพระธาตุดอยสุเทพ และพระตำหนักภูพิงค์ฯ รวมทั้งจุดเสี่ยงทุกจุดที่จะเกิดไฟปะทุขึ้นมาอีก โดยประเมินเบื้องต้นพบว่ามีพื้นที่เสียหายจากไฟป่าประมาณ 2.5 พันไร่
ขณะในโลกออนไลน์ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากมายถึงกรณีมีการห้ามโดรนของจิตอาสาถ่ายภาพมุมสูงในพื้นที่เกิดไฟป่าที่เผยแพร่ภาพให้สาธารณชนได้เห็น อาทิ อาจทำให้เกิดภาพลบกับภาครัฐว่าเอาไม่อยู่ อาจทำให้หน่วยงานในพื้นที่ต้องตอบคำถามกับผู้ใหญ่ ภาพอาจรุนแรงเกินไป พื้นที่อ่อนไหว อาจทำให้ข้อมูลบิดเบือนจากความจริง ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้มีการระบุว่าไม่มีคำสั่งห้ามให้เผยแพร่ภาพมุมสูงของไฟป่าดอยสุเทพ เพียงแต่ให้ส่งเฉพาะในกลุ่มเฉพาะกิจเท่านั้น
ด้านนายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “Sonthi Kotchawat” ให้ความเห็นถึงสาเหตุของไฟป่า โดยระบุ “ความไม่พอใจเจ้าหน้าที่รัฐอาจเป็นสาเหตุของฝุ่นPM 2.5ที่เชียงใหม่สูงติดอันดับโลก..
1.ตามมาตรา 65 พ.ร.บ.อุทยานฯ พ.ศ.2562 ให้ราษฎรท้องถิ่นดั้งเดิม (ชุมชน) ได้มีโอกาสใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ทดแทนที่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์โดยต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่คือสามารถเข้า ไปหาของป่า เช่น เก็บเห็ด หาหน่อไม้ ผักหวาน ผลไม้ป่า เป็นต้น
2.หัวหน้าอุทยานฯออกคำสั่งห้ามเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยโดยเด็ดขาดตั้งแต่วันที่10 มกราคม ถึง 30เมษายน 2563 แต่หากมีเหตุจำเป็นจะต้องลงทะเบียนแจ้งและขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯก่อนและต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะสามารถเข้าไปได้โดยสอดคล้องกับการประกาศห้ามเผาในเวลาเดียวกันของผู้ว่าจังหวัดเชียงใหม่
3.มีชาวบ้านหลายกลุ่มได้กล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจ"พวกทำลายป่าตัวจริง ไม่ใช่พวกหาของป่าหรือเข้าป่าไปเก็บเห็ดแต่เป็นพวกที่ยึดที่ป่าไปออกโฉนดต่างหาก เช่น สปก นส3 ภบ5 เป็นต้น แต่กับคนจนที่ต้องอาศัยป่าทำมาหากิน เช่น หาของป่ามาเพื่อขายหรือกินประทังชีวิตเพื่อส่งลูกเรียนแต่กลับจะเอาเป็นเอา ตาย"
4.เมื่อประมวลทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้วก็น่าคิดว่าฝุ่นPM 2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีค่าสูงติดอันดับ 1 ของโลกซึ่งเกิดจากไฟไหม้ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยทำความเสียหายไปแล้วกว่า 2,400ไร่และพื้นที่ป่าไม้ดอยหลวงเชียง ดาวในอำเภอเชียงดาวอีกมากกว่า1,000ไร่ สาเหตุหนึ่งน่าจะมาจากความไม่เข้า ใจและไม่พอใจในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้มงวดตรวจสอบชาวบ้านที่จะเข้าไปหาของป่าในเขตอุทยานฯตามที่ประกาศฯ ซึ่งมีบางส่วนหรือส่วนใหญ่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในป่าและรวมถึงความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้า ที่ของรัฐในบางพื้นที่ด้วย....”
ภาพกระต่ายป่าที่หนีไฟป่า จนขนบางส่วนไหม้ จนท.ตั้งชื่อให้ว่า น้อง “โควิด” ภาพจาก wevo สื่อสู้ฝุ่น
ขอบคุณภาพจากเพจ "Nikom putta". "Wevo สื่อสู้ฝุ่น"