พบแล้วในไทย 1 ราย! สายพันธุ์ย่อย"โอมิครอน BA.5" ยังเฝ้าระวัง 3 สายพันธุ์หลัก
วันที่ 9 พฤษภาคม 2565 ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีการตรวจหาสายพันธุ์โควิด-19 ด้วยวิธีโฮล์จีโนม (Whole genomes sequencing) ทั้งคนในประเทศและผู้เดินทางเข้าประเทศอยู่ราว 700-800 ตัวอย่างต่อสัปดาห์ ซึ่งระยะหลังจะเป็นเชื้อโอมิครอนทั้ง 100% โดยสายพันธุ์ย่อย BA.2 ที่แพร่เร็วกว่า BA.1 ถึง 1.4 เท่า ทำให้พบสูงถึงร้อยละ 97.6 ขณะที่ BA.1 เหลือเพียงร้อยละ 2.4
อย่างไรก็ตาม การจัดชั้นการกลายพันธุ์ของไวรัสจะมีตั้งแต่ BA.1 BA.2 BA.3 BA.4 BA.5 ไปเรื่อยๆ และยังมีจุดต่อกันอีกเป็น BA.1.1, BA.1.1.11, BA.1.17, BA.2.9 เป็นต้น ทั้งนี้เมื่อมาดูสายพันธุ์โอมิครอนที่เกิดขึ้นย่อยๆ เป็นลูกหลาน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่ามีความรุนแรงขึ้น เพียงแต่เราพบเห็นการเปลี่ยนแปลงจากการถอดรหัสพันธุกรรม
โดย นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยพูดถึงสายพันธุ์ผสม หรือไฮบริด (Hybrid) คือ ใน 1 ไวรัสมี 2 สายพันธุ์ผสมอยู่ โดยจะใช้ “X” ขึ้นต้นชื่อ ตามที่เคยส่งข้อมูลไปในจีเสส (GISAID) ว่าไทยพบสายพันธุ์คล้ายกับ XJ จำนวนหนึ่ง แต่ล่าสุดจีเสสก็ได้สรุปข้อมูลสายผสมตั้งแต่ XA จนถึง XS ยังไม่พบตัวอย่างเชื้อของไทยในระบบของจีเสส จึงสรุปได้ว่าข้อมูลจากไทยยังไม่ถูกจีเสสจัดชั้นในสายพันธุ์ผสมใด วันนี้ทั่วโลกและประเทศไทยจับตา 3 สายพันธุ์นี้ ซึ่งมีข้อกังวลว่าจะทำให้เกิดคนไข้เข้า รพ.มากขึ้นหรือไม่ และไทยยังไม่พบ BA.4 แต่พบ BA.5 แล้ว จำนวน 1 ราย เป็นคนบราซิล ได้ส่งตัวอย่างให้ตรวจตอนเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะนี้หายดีกลับบ้านเรียบร้อย ส่วน BA.2.12.1 ยังไม่พบในไทย แต่พบตัวแม่คือ BA.2.12 จำนวน 2 ราย คือ ชาวอินเดีย และแคนาดา
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 15 แห่ง เฝ้าระวังตรวจทั้ง 3 สายพันธุ์ โดยเน้นการเก็บตัวอย่างในคนที่มาจากต่างประเทศ ผู้ป่วยอาการหนัก หากพบสัดส่วนผู้ป่วยอาการหนักในเชื้อกลายพันธุ์ที่เราเฝ้าระวังมากขึ้นก็แสดงว่ามีสัญญาณบางอย่าง ซึ่งเราสามารถตรวจเฉพาะจุดด้วยวิธี SNP โดยมีน้ำยาที่ให้แต่ละศูนย์ตรวจได้ปริมาณมาก