รู้ลึก! “โควิด-19” 3 ข่าวดี-ข่าวร้าย และ “Thailand only”
ท่ามกลางสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่ทั้งชาวไทยและชาวโลกกำลังหวาดหวั่น และถึงขั้นหวาดวิตก-จิตตก
มีเรื่องราวความรู้ของโรคโควิด-19 จากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงสาธารณสุขที่เนื้อหาค่อนข้างยาว เพื่อความเข้าใจ และรู้ทันโรคนี้ โดยคุณหมอเขียนได้อย่างน่าอ่านมากได้ทั้งความรู้ และบางช่วงบางตอน เรียกว่าอ่านไปขนลุกขนชันไป ประหนึ่งเหมือนกำลังอ่านเรื่องไซไฟ-สยองขวัญยังไงยังงั้น แต่นี่คือเรื่องจริง...
นพ.พิเชฐ บัญญัติ แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน แพทย์แผนไทย เลขาธิการสมาคมเวชกรรมไทย และรองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “นพ.พิเชฐ บัญญัติ” ระบุ "เรื่องโควิด-19 ถ้ากลัวก็ถือว่าประมาท ถ้าไม่กลัวก็ถือว่า “ประมาท” เราควรรู้ทำ (ธรรม) เพื่อกำจัดโรคโควิด-19 กัน....
“รู้ธรรม”เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่เป็นโรคอุบัติใหม่ และ เกิดการระบาดใหม่ แต่ทั้งโรค (COVID-19) และเชื้อโรค (SARS-CoV-2) ต่างก็หนีไม่พ้นการ “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป” เหมือนทุกสิ่ง เป็นเช่นเดียวกับกราฟการระบาดที่เห็นกันอยู่ ของจีนจะชัด ค่อยๆ ขึ้นแล้วชันจนสูงแล้วก็ค่อยๆ ลง ก็ให้เรารู้จัก “ทำใจ” และ “ไม่ประมาท”
ธรรมชาติของไวรัสโรคโควิด-19 เป็นไวรัสอาร์เอ็นเอ ไม่มีดีเอ็นเอคอยกำกับพันธุกรรมและการกลายพันธุ์ จึงมีโอกาสกลายพันธุ์ได้ง่าย สามารถกลายพันธุ์อย่างช้าๆได้ตลอดเวลา (antigenic drift)
ไวรัสตัวนี้ชื่อ ซาร์สโควี-2 มีขนาด 0.1 ไมครอน เล็กกว่าเม็ดเลือดแดงเรา 70 เท่า และเล็กกว่าเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจเรา 100 เท่า
มีส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนแกน (สารรหัสพันธุกรรม/อาร์เอ็นเอ) เยื่อหุ้ม (Capsid) และเปลือกหุ้ม (Envelope) ที่มีหนามแหลม (spike เป็นโปรตีน) เอาไว้จับกับตัวรับในทางเดินหายใจที่ชื่อ ACE-2 receptor
สายรหัสพันธุกรรม (RNA) ของไวรัสซาร์โควี-2 ตัวนี้ ยาว 29,903 นิวคลีโอไทด์ ตัวใหญ่ที่สุดในบรรดาอาร์เอ็นเอไวรัสด้วยกัน มีโปรตีนหลัก 4 ชนิด คือ โปรตีนเยื่อหุ้ม (M) โปรตีนเปลือก (E) โปรตีนหนาม (S) และโปรตีนเอนไซม์เจาะผนัง (Hemagglutinin-rsterase)
คำว่า “นิวคลีโอไทด์” คือ หน่วยย่อยของกรดนิวคลีอิกหรือสารรหัสพันธุกรรม
ประกอบด้วย น้ำตาลไรโบส ไนโตรเจนเบส และหมู่ฟอสเฟต ถือเป็นสารพลังงานสูงในเซลล์ เช่น เอทีพี (ATP)
อาร์เอ็นเอมีหน้าที่สร้างโปรตีน ถ้ารหัสพันธุกรรมเปลี่ยน การสร้างโปรตีนก็เปลี่ยน รูปร่างหน้าตาหรือส่วนประกอบย่อยๆหรือ
คุณสมบัติของไวรัสก็จะเปลี่ยนไป ก็คือ กลายพันธุ์ นั่นเอง
นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สามารถถอดรหัสสายพันธุกรรมไวรัสตัวนี้ได้ตั้งแต่ต้นมกราคม 2563 พร้อมกับรู้จุดยีนพันธุกรรมจำเพาะของมัน จึงนำมาสร้าง primer และprobe ในการตรวจวินิจฉัยไวรัสได้
ขณะนี้เราสามารถเพาะเลี้ยงเชื้อไวรัสโควิด-19 ตัวเป็นๆ ได้แล้ว แต่ต้องเก็บและทำในห้องที่มีชีวนิรภัยสูงสุด ระดับ 3 เพื่อป้องกันการรั่วไหลออกสู่ภายนอก...มั่นใจได้ครับ เก็บไว้ดีกว่าตู้เซฟซะอีก
และป้องกันอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ที่ค้องสวมชุดป้องกันภัยเต็มที่ (เชื่อว่าป้องกันการสัมผัสเชื้อได้ 100%) ดูเหมือนชุดที่จะใส่ออกไปนอกยานอวกาศ ไปลงดาวเคราะห์อื่นสักดวงหนึ่ง ดูในรูปครับ
ส่วน N95 ในห้องแล็บใช้ในขั้นตอนสกัดสารพันธุกรรมไวรัสในห้องที่มีระบบชีวนิรภัยระดับ 2 เพื่อเอามาตรวจวิเคราะห์จากสารคัดหลั่งในผู้ป่วย/เสี่ยง เชื้อไวรัสอาจมีชีวิตอยู่ จึงต้องป้องกันไว้ก่อน
การปฏิบัติงานทั่วๆ ไปในห้องแล็บก็จะใส่หน้ากากอนามัยผ่าตัด (surgical mask)
แต่ถ้าเจ้าหน้าที่แล็บปฏิบัติกิจวัตรประจำวันทั่วไปก็สามารถใส่หน้ากากผ้า (cotton mask) ได้ หรือ ไม่ใส่ก็ได้ แต่หากป่วยเป็นหวัดไอจาม ต้องใส่หน้ากากอนามัย
เจ้าตัวไวรัสนี้ก็ถูกจัดอยู่ในเชื้อโรคกลุ่มที่ 3 (มี 4 กลุ่ม) ใครอยากจะเอาไปครอบครอง ต้องยื่นจดทะเบียน บอกเหตุผลและต้องตรวจสถานที่เก็บว่าเป็นตามมาตรฐานหรือไม่ (Biosafety level 3) แต่ตอนนี้ ยังไม่อนุญาตเชื้อนี้ให้ใครครับ
ข่าวร้ายที่ 1 ล่าสุด นักวิจัยชาวจีนเอาสารพันธุกรรมไวรัส 100 ตัว (จีโนม) มาศึกษา พบว่า ไวรัสซาร์โควี-2 ที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 นี้ มีอยู่ 2 สายพันธุ์ย่อย แตกต่างกันที่รหัสพันธุกรรมสร้างโปรตีน 2 ตำแหน่ง
ความแตกต่างนี้เกิดจากการเปลี่ยนชนิดนิวคลีโอไทด์เพียงตำแหน่งเดียว (เช่น จาก “ก” เป็น “ข” เรียกว่า สนิปส์ (single nucleotide polymorphisms : SNPs)
สองสายพันธุ์ย่อยนี้ตำแหน่งสายพันธุกรรมต่างกันที่สนิปส์ ลำดับที่ 8,782 และ 28,144 ทำให้มีความแตกต่างกันที่กรดอะมิโนที่สร้างขึ้น คือ
1. ชนิดเอส (S type) เป็นไวรัสตัวเดิมที่กลายพันธุ์มาติดคน “ตัวแม่” ที่ตำแหน่ง 28,144 จะมีกรดอะมิโน ตำแหน่งที่ 84 เป็น ซีรีน (T SNP) ถือว่าเป็นบรรพบุรุษไวรัสโควิ-19 ในคน เพราะสารรหัสพันธุกรรมเหมือนไวรัสในค้างคาว Bat NoV TG13 มากกว่าชนิดแอล พบผู้ป่วย 30%
2. ชนิดแอล (L type) เป็นไวรัสที่ปรับตัวใหม่ จึงถือเป็น “ตัวลูก” ที่ตำแหน่ง 28,144 (ORF-8) ตำแหน่งที่ 84 เป็นกรดอะมิโนลูซีน (C SNP) พบในผู้ป่วย 70%
“การกลายพันธุ์” จาก “ตัวแม่” สู่ “ตัวลูก” ทำให้อยู่ในตัวคนได้ดีขึ้น แบ่งตัวขยายพันธุ์ได้ดีขึ้น ติดจากคนสู่คนง่ายขึ้น (transmission) และทำให้คนเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น (aggressive)
แถมทั้ง “ตัวแม่” และ “ตัวลูก” ก็ยังก่อโรคในคนได้ทั้งคู่ จึงทำให้ผู้ติดเชื้อมีทั้งกลุ่มไม่มีอาการ มีอาการน้อย/ปานกลาง/หนัก และจนถึงตาย
ข่าวร้ายที่ 2 คือ ตั้งแต่จับตัวมันได้เมื่อเดือนมกรามาจนถึงตอนนี้ พบว่ามันมีกลายพันธุ์ (non-synonymous mutation) มาถึงต้นเดือนมีนานี้ พบถึง 111 รูปแบบแล้ว
ข่าวร้ายที่ 3 คือ จีนพบว่า ยาฟาวิพิราเวียร์ สามารถรักษาผู้ป่วยได้ดีขึ้น แต่อาจไม่ใช่ทุกราย และเราก็พบว่า...
ข่าวดีที่ 1 คือ การกลายพันธุ์ทั้ง 111 รูปแบบที่พบไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการก่อโรคในคนหรืออัตราแพร่เชื้อใดๆ
ข่าวดีที่ 2 คือ แม้จะมีถึงสองสายพันธุ์ ก็ไม่กระทบต่อกระบวนการพัฒนาวัคซีน เนื่องจากการกลายพันธุ์นี้ไม่มีผลต่อโปรตีนหนาม (S1 spike protein) ที่เป็นจุดจำเพาะเป้าหมายของการผลิตวัคซีน
ข่าวดีที่ 3 คือ อาการแสดง การพยากรณ์โรค อัตราป่วยตาย ลักษณะการแพร่เชื้อ ยังคงเหมือนเดิม ผ่านทางการสัมผัสละอองฝอยขนาดใหญ่ของน้ำลายเสมหะน้ำมูกน้ำตาของผู้ป่วย
เมื่อ “รู้ธรรมชาติ” ของไวรัสโควิด-19 แล้ว ทีนี้ก็มาถึงตัวเรา ละว่า “รู้ทำ” ตัวให้ปลอดโรค ทำประเทศให้ปลอดการระบาด และลงมือทำกันด้วย
ใครๆ สัมผัสไวรัสนี้จำนวนพอเหมาะ ก็ติดโรคได้ง่าย เพราะ ภูมิคุ้มกันเรา ยังไม่เคยเจอมันมาก่อน ไม่รู้ว่ามันจะออกอาวุธอะไรมารบกับเรา
ภูมิคุ้มกันทั่วไป จึงอาจเอามันไม่อยู่ จึงรับมือได้ช้า หรือ พลาดพลั้งรับมือไม่ได้ในช่วงแรกๆ ก็ป่วยได้
“รู้ทำ” ง่ายๆ 2 อย่างสำหรับทุกคน ก็คือ
1) ลดการสัมผัสเชื้อ ก็ตามที่ท่องๆ กัน เน้น “ล้างมือ ล้างเมือง ป่วยสวมแมสก์อนามัย ไม่สัมผัสใบหน้า อย่าไปประเทศพื้นที่เสี่ยง เลี่ยงกิจกรรมสถานที่คนแออัด”
2) ลดการติดเชื้อ อันนี้ปัจจัยภายใน เน้น “สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค” และ “ปรับสมดุลร่างกาย” ครับ
เห็นไหมครับ “ไม่ประมาท” ด้วยการมี “สติ” ไตร่ตรอง จะได้ไม่ “ตระหนก” แล้ว “แตกตื่น” ไปตามตัวเลข “สถิติ” ทุกๆ วันมีทั้งข่าวร้ายและข่าวดีครับ
ไม่ประมาทในการเสพข่าว ต้องอ่านให้จบเนื้อเรื่องก่อน คิด วิเคราะห์ ทำความเข้าใจ แล้วค่อยแชร์ครับ อย่าอ่านแค่ “พาดหัว” หรือเนื้อความแค่ 2-3 บรรทัดแรก ครับ มันจะ “เขว” ง่าย
อยากให้ลดกังวลและไม่ไปกักตุนของใช้ จนขาดแคลน กระทบต่อคนที่จำเป็นต้องใช้ เพื่อจะได้เพียงพอต่อทุกคน เพราะ “ทรัพยากรบนโลกนี้มีเพียงพอต่อทุกคน แต่ไม่เพียงพอสำหรับคนโลภคนเดียว”
การที่คนไทยไม่ป่วย/ไม่ได้มาจากพื้นที่เสี่ยง/ไม่ได้เข้าไปทำหน้าที่คัดกรองตรวจรักษาผู้ป่วย ใส่หน้ากากผ้า ก็สะท้อนถึงยอดหลักธรรมคำว่า “ไม่ประมาท” แล้ว
ที่ว่า “ไม่ประมาทสำหรับตัวเอง” ถือว่าป้องกันไว้หน่อย และ “ไม่ประมาทสำหรับประเทศชาติ” ที่จะได้มีหน้ากากอนามัยและN95 ไว้ให้บุคลากรสาธารณสุขใช้รับมือกับโรคและความเจ็บป่วยต่างๆ
คิดดูสิ ถ้าลูกเราเป็นหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ถ้าไม่มีอุปกรณ์ป้องกันตัวในการลดสัมผัสเชื้อโรค เราจะอยากให้เขาไปทำหน้าที่ไหม เหมือน ส่งเขาไปรบ แต่ไม่ให้เสื้อเกราะกันกระสุน
ไม่ได้เพราะเป็นหมอ เลยห่วงแต่พวกหมอด้วยกัน ไม่ให้ชาวบ้านใช้ อะไรทำนองนี้หรอกครับ
องค์การอนามัยโลกก็แนะนำไม่ให้คนปกติสวมหน้ากากอนามัยครับ ผมถึงแนะนำตั้งแต่บทความแรกๆ(ตั้งแต่มกรา63)แล้วว่า แมสก์(หน้ากาก)ผ้าก็ใช้ได้
เราน่าจะเรียก surgical mask หรือ “หน้ากากอนามัย” (ใช้ตาม รพ.หรือ สถานีอนามัย/รพ.สต.) แล้วเรียก หน้ากากผ้า นี้ว่า “หน้ากากชุมชน” จะไปเรียกว่า “หน้ากากผ้าอนามัย” ก็จะกระไรอยู่ ส่วนN95 ก็เรียกว่า “หน้ากากห้องแยก” อะไรทำนองนี้
ส่วนวัสดุอื่นๆ ที่จะเอามาทำหน้ากากกันสัมผัสเชื้อ ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนนัก วัสดุนาโนก็ยังไม่มีผลการวิจัยชัดเจนว่า วัสดุนั้นเมื่อเอามาปิดปากจมูกแล้ว มันจะไม่สูดดมเข้าไปทำอันตรายเราซะเอง ก็อนุภาคมันเล็กขนาดนั้น
เห็นข่าวคนไทยแต่ละที่แต่ละหน่วยงานช่วยกันเย็บหน้ากากผ้า ไปใช้ไปแจกแล้วก็สุขใจ ใครจะไปรู้ได้ว่า ไทยเราอาจจะไม่เข้าเฟส 3 ก็เพราะ การทำแมสก์ผ้านี่แหล่ะ
คงไม่ใช่อิทธิฤทธิ์ของแมสก์ผ้าหรอกที่จะดึงไว้ไม่ให้เราเข้าเฟส 3 แต่มันสะท้อนถึงความรัก ความห่วงใย ความใส่ใจ ที่เรามีให้กัน นี่ละครับ เขาเรียกว่า “Thailand only”
ขอบคุณ เรื่อง-ภาพจากเพจ "นพ.พิเชฐ บัญญัติ"