กทม. พร้อมโอนสายสีเขียวให้รัฐบาลใหม่-สานต่อนโยบายลดค่าโดยสาร หลังปรับเป็น 17 บาท สูงสุด 65 บาท 1 พ.ย.นี้

คุณภาพชีวิต22 ต.ค. 2568 • 17:14 น.
กทม. พร้อมโอนสายสีเขียวให้รัฐบาลใหม่-สานต่อนโยบายลดค่าโดยสาร หลังปรับเป็น 17 บาท สูงสุด 65 บาท 1 พ.ย.นี้

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นการดำเนินการชั่วคราว โดยจะเริ่มในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างราคาให้เป็นไปตามระยะทางและบรรเทาภาระการขาดทุนที่ต้องแบกรับอยู่ในปัจจุบัน โดยหลักการของการปรับขึ้นค่าโดยสารครั้งนี้จะใช้การคิดค่าโดยสารตามระยะทางเช่นเดียวกับสายสีน้ำเงิน

สำหรับโครงสร้างราคาใหม่นี้ จะมีการปรับขึ้นสลับกันเป็นสถานีละ 2 บาท และ 3 บาท โดยเฉลี่ยคือ 2.50 บาท ผู้โดยสารที่เคยขึ้นรถไฟฟ้าสายสีเขียวในส่วนต่อขยายในอัตรา 15 บาทตลอดสาย เช่น จากคูคตมาถึงหมอชิต จะต้องจ่ายค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 17 บาท และสถานีถัดไปจะเพิ่มเป็น 20 บาท, 22 บาท, และ 25 บาท ตามลำดับ ทั้งนี้ หากเป็นการเดินทางในเส้นทางเต็มระบบ (รวมส่วนต่อขยายและส่วนสัมปทานเดิม: ไข่แดง) อัตราค่าโดยสารรวมแล้วจะไม่เกิน 65 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 3 บาท จากเดิมสูงสุดที่ 62 บาท เนื่องจากส่วนสัมปทานเดิม (ไข่แดง) มีอัตราสูงสุดอยู่ที่ 47 บาท

การปรับโครงสร้างราคาให้คิดตามระยะทางนั้น หลักการคือทำให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น โดยคาดว่าผู้ที่เดินทางไกลสุดสายจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยอาจขึ้นเพิ่มเพียง 3 บาท อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เดินทางในระยะสั้นในช่วงส่วนต่อขยาย เช่น จากคูคตมาแค่บางเขน อาจได้รับผลกระทบและจ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนผู้ที่ขึ้นรถไฟฟ้าในระยะสั้นของส่วนต่อขยาย เช่น บางหว้า จากเดิม 15 บาท ก็จะปรับขึ้นเป็น 17-20 บาท หรือเพิ่มขึ้น 5 บาท แม้คาดการณ์ว่าจำนวนผู้โดยสารอาจลดลงบ้างในช่วงเริ่มต้น แต่ผู้โดยสารที่เดินทางไกลจะไม่ได้รับผลกระทบมาก และสถานีปลายทางอย่างคูคตก็ยังคงมีผู้โดยสารหนาแน่นอยู่

ด้านการเงิน การปรับขึ้นค่าโดยสารนี้มีจุดประสงค์เพื่อลดภาระการอุดหนุน โดยปัจจุบัน รายรับจากการเก็บค่าโดยสารที่ 15 บาท อยู่ที่ประมาณ 2,400 ล้านบาทต่อปี การขึ้นค่าโดยสารใหม่นี้คาดการณ์ว่าจะสามารถเพิ่มรายรับได้อีกประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี ทำให้รายรับรวมอยู่ที่ 4,400 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม รายรับที่เพิ่มขึ้นมานี้เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายจริงคือ 8,400 ล้านบาทต่อปี หากไม่มีการขึ้นค่าโดยสาร กทม.จะต้องแบกรับภาระการอุดหนุนอยู่ที่กว่า 6,000 ล้านบาทต่อปี การขึ้นค่าโดยสารนี้จึงคาดการณ์ว่าจะช่วยลดภาระที่ต้องแบกรับลงเหลือประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี

นายวิศณุ กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าโดยสารนี้ เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านชั่วคราว เพื่อรอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาพร้อมกับนโยบายในการลดค่าโดยสาร โดยกระทรวงคมนาคมได้นำแผนงานเดิมมาทบทวนเพื่อหาแนวทางการลดค่าโดยสารว่าจะทำได้อย่างไร นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดและทิศทางที่ได้รับมาว่ารัฐบาลอาจเข้ามารับการโอนสายรถไฟฟ้าไปบริหารจัดการเพียงรายเดียว เพื่อให้การบริหารจัดการทำได้ง่ายขึ้น

ขณะนี้มีการประสานงานเพื่อให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องทำตัวเลขเบื้องหลังเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนำเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งรวมถึงการประเมินมูลค่าเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น เงินลงทุนที่ลงไปแล้ว ค่าสัญญาสัมปทานส่วนที่ยังเหลืออยู่ (รวมถึงส่วนไข่แดง) และค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย 2 ช่วงใต้ที่ได้มีการจ่ายหรือมีการจ่ายดอกเบี้ยไป โดยตั้งเป้าให้ตัวเลขเหล่านี้มีความชัดเจนเพื่อประกอบการพิจารณาและตัดสินใจของรัฐบาลได้อย่างรวดเร็ว ส่วนกระบวนการจ่ายเงินตามข้อตกลงให้กับทาง BTS นั้น ได้รับการเห็นชอบหมดแล้ว และขณะนี้เหลือเพียงรอขั้นตอนทางการเงินเท่านั้น

ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเรื่องค่าโดยสาร รอให้บีทีเอสเป็นผู้ให้ข้อมูลอีกครั้ง เพื่อความชัดเจน