“นักการตลาด”ชี้ภาพรวมส่วนแบ่งตลาด หลังการควบรวม “ทรู-ดีแทค”

ประชาสัมพันธ์8 เม.ย. 2565 • 17:43 น.
“นักการตลาด”ชี้ภาพรวมส่วนแบ่งตลาด หลังการควบรวม “ทรู-ดีแทค”
“นักการตลาด”ชี้ภาพรวมส่วนแบ่งตลาด หลังการควบรวม “ทรู-ดีแทค” เข้าสู่ภาวะตลาดคู่คี่ การแข่งขันสูงขึ้น เชื่อลูกค้าได้ประโยชน์ นักวิเคราะห์การตลาด เปิดเผยมุมมองเกี่ยวกับการควบรวมทรูดีแทค ว่า เป็นที่น่าสนใจว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการโทรคมนาคมในประเทศไทยทุกรายมีการปรับโครงสร้าง เริ่มตั้งแต่ต้นปี 64 ที่องค์การโทรศัพท์ (TOT) ควบรวม การสื่อสารแห่งประเทศไทย (CAT) ทำให้เป็นผู้เล่นที่มีความแข็งแกร่งชื่อ NT มีทรัพย์สินสูงสุดในอุตสาหกรรมกว่า 3 แสนล้าน และมีคลื่นในมือมากที่สุด และในกลางปี 64 กลุ่ม AIS ผู้เล่นรายที่สอง มีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น เสริมแกร่งโดยกลุ่ม GULF เข้ามาถือหุ้น AIS และ กลุ่มสุดท้ายคือ การควบรวมทรู และ ดีแทค ทำให้เกิดเป็นบริษัทที่เน้นเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งหลังควบรวมจะทำให้ผู้ประกอบการทั้งสามราย มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูสีเท่าเทียมกันมากขึ้น การวิเคราะห์ความสามารถในแข่งขันและประโยชน์ต่อผู้บริโภคกับจำนวนผู้ประกอบการในธุรกิจโทรคมนาคมหลังผู้เล่นหลัก 3 ราย มีการปรับตัว ปรับโครงสร้าง เพื่อรองรับการแข่งขันในยุคดิจิทัล จากบทความ Intelligent Economist ได้ชี้ให้เห็นข้อดีของตลาดที่มีผู้เล่นรายใหญ่ ที่มีขนาด และมีขีดความสามารถในการแข่งขันใกล้เคียงกัน จะมีการแข่งขันที่สูงกว่า ตลาดที่มีผู้นำเดี่ยว โดยปัจจัยที่มีผลต่อการแข่งขันคือ Economy of Scale คือ ขนาดส่วนแบ่งตลาดที่ใหญ่พอที่จะถึงจุดคุ้มทุน เนื่องจากธุรกิจโทรคมนาคมมีต้นทุนค่าคลื่น และ การลงทุนเครือข่ายสูงมาก ทำให้ผู้ประกอบการทุกราย ต้องมีส่วนแบ่งตลาดที่มีขนาดใหญ่พอต้นทุนที่สูงและต้องลงทุนต่อเนื่อง ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั่วโลก หากผู้ประกอบการไม่สามารถมีส่วนแบ่งตลาดถึง 30% สุดท้ายจะไม่สามารถทำกำไรได้ และต้องออกจากอุตสาหกรรมไปในที่สุด ดังนั้นการที่ผู้ประกอบการในธุรกิจโทรคมนาคมไทย มีส่วนแบ่งทางการตลาดเชิงมูลค่าใกล้เคียงกันถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้บริโภค เมื่อการแข่งขันใกล้เคียงกัน ก็จะทำให้มีโปรโมชั่นใหม่ๆ ออกมาให้ลูกค้าได้มากขึ้น 1) กรณีมีผู้เล่นรายใหญ่ 2 ราย ที่ใกล้เคียงกัน -หลังการควบรวม ทรู ดีแทค จะทำให้มีความสามารถในการแข่งขันใกล้เคียงกับเอไอเอส ทำให้การลงทุนใหม่ มีความใกล้เคียงกัน การปรับสู่เทคโนโลยีได้มากขึ้น ต่างจาก ผู้เล่นรายเล็ก ที่สร้างความต่อเนื่องด้านการลงทุนไม่ได้ และไม่มีเงินลงทุนมากพอในการขยายการให้บริการ - หากผู้นำ 2 รายมีความใกล้เคียงกัน จะสามารถกำหนดราคาที่ต่ำที่สุด เพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่ง ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากราคาที่ต่ำลง เนื่องจากมี scale ลูกค้าที่ใหญ่เพียงพอ ในการแบกรับต้นทุน - ผู้เล่นทั้ง 2 ราย จะต้องแข่งกันพัฒนาตัวสินค้าหรือเทคโนโลยี โดยผู้บริโภคจะได้สินค้าที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ในขณะที่ราคาถูกกำหนดไว้ระดับหนึ่ง - ถึงแม้จะมีผู้เล่น 2 ราย แต่ก็มีหน่วยงานที่เป็นผู้กำกับดูแลด้านราคา ทำให้ผู้บริโภควางใจว่า จะไม่เกิดการฮั้วเรื่องราคา จนเกินเพดานที่กำหนด 2) กรณีผู้เล่นรายใหญ่ 1 ราย และรายเล็ก 2 ราย - จะมีความเข้าใกล้การผูกขาดโดยธรรมชาติ เนื่องจากรายใหญ่ซึ่งมี economy of scale สูงที่สุด ทำให้ไม่จำเป็นต้องลดราคา ก็สามารถสร้างความได้เปรียบจากจำนวนส่วนแบ่งตลาดเชิงมูลค่าที่ทิ้งขาดคู่แข่ง - ในขณะที่รายเล็ก 2 ราย ที่มีส่วนแบ่งตลาดที่ไม่ใหญ่พอ มีรายได้ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่สูง - รายใหญ่จะมีอำนาจในการกำหนดราคาที่รายใหญ่ได้เปรียบที่สุด ในขณะที่รายเล็กไม่สามารถแข่งขันได้ต้องออกจากตลาดไป เพราะไม่มีเงินในการลงทุนใหม่ในเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา - ธุรกิจโทรคมนาคมทั่วโลกมักจะมีผู้ให้บริการ อับดับหนึ่งและอันดับสองที่มีขนาดใกล้เคียงกัน สาเหตุที่ทำให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมต้องปรับโครงสร้างเพื่อให้พร้อมต่อการแข่งขัน มีปัจจัยดังต่อไปนี้คือ ธุรกิจโทรคมนาคมไทยมีต้นทุนการลงทุนที่สูง แต่ยากในการสร้าง Economy of Scale สำหรับรายเล็กการศึกษาของ European Investment Bank พบว่าในธุรกิจโทรคมนาคมมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งกระทบต่อผู้เล่นรายเดิมที่มีความเสี่ยงจากการต้องลงทุนในเทคโนโลยีใหม่จำนวนมหาศาล นอกจากนี้ K-Research รายงานว่า ราคาตั้งต้นการประมูลคลื่น 5G ของไทยสูงติด 3 อันดับแรกของโลก เช่น คลื่นความถี่ 2600 MHz มีราคาเริ่มต้นที่ 1,862 ล้านบาท ขณะที่ประเทศอื่น ส่วนใหญ่มีราคาต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้การลงทุนโครงข่าย 5G จะอยู่ในระดับที่สูงกว่าโครงข่าย 4G ราว 1.8 เท่า โดยผู้เล่นในไทย ต้องมีการลงทุนกว่า 60%-70% ภายในระยะเวลา 3-4 ปีแรก ตามเงื่อนไขของภาครัฐ ด้วยเหตุนี้ผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดจะกลายเป็นผู้กำหนดราคาตลาด เพราะสามารถสร้าง economy of scale จากการลงทุนได้มากที่สุด ขณะที่รายเล็กเสียงขาดทุนต่อเนื่องจนต้องออกจากธุรกิจ หรือตอบโต้ด้วยการ M&A เพื่อการ Synergy และสร้าง scale ให้ยังสามารถแข่งขันได้ ธุรกิจโทรคมนาคมเป็นธุรกิจที่มีการลงทุนสูง และต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง อาศัยระยะเวลาในการคืนทุนนานกว่าธุรกิจอื่น การแข่งขันของผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม เป็นการแข่งขันเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลกับผู้เล่นระดับภูมิภาคและระดับโลก เกิดการแข่งขันอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้การวัดส่วนแบ่งการตลาดไม่ได้นับตามจำนวนตัวเลขผู้ใช้บริการ (Market Share) แต่ควรวัดที่มูลค่าตลาด (Market Value) หรือรายได้จากการใช้บริการถึงจะเป็นตัวเลขที่แท้จริง และ ผู้ให้บริการไม่ว่าจะรายเล็กหรือรายใหญ่ ไม่สามารถปรับอัตราค่าบริการเองได้ตามอำเภอใจ เป็นอำนาจหน้าที่ของ กสทช. โดยชอบด้วยกฎหมาย ในการควบคุมดูแลการกำหนดอัตราค่าบริการ ให้เป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการโดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ ดังนั้น การปรับตัวสู่ผู้ประกอบการแข็งแกร่ง 3 รายในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย คือ ประโยชน์ของผู้บริโภคอย่างแท้จริง