ประชุมหารือ สมาพันธ์หน่วยพัฒนาครูแห่งประเทศไทย

ประชาสัมพันธ์11 ก.ย. 2562 • 13:41 น.
ประชุมหารือ สมาพันธ์หน่วยพัฒนาครูแห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ 6 ก.ย. นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประชุมหารือ และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ ดร.สุรัตน์ ยุทธเสรี ประธานสมาพันธ์หน่วยพัฒนาครูแห่งประเทศไทย ที่ปรึกษาและคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ ฯ จำนวน 17 คน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินงานโครงการพัฒนาครูรูปแบบครบวงจร หรือ “คูปองครู” ในปีงบประมาณ 2562 - 2563 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องจากการดำเนินงานในปี 2560 – 2561ซึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จและเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในชุดที่ผ่านมาดังข้อมูลสรุปรายงานผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาครูแบบครบวงจร ประจำปีงบประมาณ 2561ของสำนักพัฒนาครู สพฐ. ที่สะท้อนความสำเร็จทั้งในด้านความคุ้มค่าของการใช้เม็ดเงินงบประมาณด้านประสิทธิภาพ และความครอบคลุมในการอบรมพัฒนาครูทั้งประเทศในระยะเวลาอันจำกัดรวมทั้งเสียงสะท้อนถึงความพึงพอใจของครูและผู้บริหารสถานศึกษาทั้งประเทศซึ่งอยู่ในระดับมาก ดร.สุรัตน์ ยุทธเสรี ประธานสมาพันธ์ได้กล่าวนำว่าสมาพันธ์ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 30มิถุนายน 2562ณ โรงแรมเอเชียเพื่อรวมพลังหน่วยพัฒนาครู อันได้แก่ นิติบุคคลสถาบันการศึกษา และหน่วยงานราชการ ซึ่งได้จดทะเบียนกับสถาบันคุรุพัฒนา ประมาณ 100 หน่วย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับคุณภาพการพัฒนาครู สู่การยกระดับคุณภาพของผู้เรียน ด้วยการดำเนินงานตามนโยบายโครงการพัฒนาครูรูปแบบครบวงจร หรือ “คูปองครู”ของ สพฐ.มาโดยตลอดดังนั้น สมาพันธ์ ฯ จึงเป็นพันธมิตรที่ดีของกระทรวงศึกษาธิการ ในการร่วมพัฒนาครู สู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ภายใต้แนวคิด “คูปองครู สู่ผู้เรียน” ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในที่นี้ ผศ.ดร.ฉัตรแก้ว ใจงาม ที่ปรึกษาสมาพันธ์ฯได้กล่าวเสริมถึงความ “เป็นมา” ของโครงการพัฒนาครูรูปแบบครบวงจรว่า เป็นโครงการที่ได้น้อมนำพระราชกระแสรับสั่งของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักคิด ด้วยพระองค์ทรงเล็งเห็นความสำคัญของครูว่าเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา“ครูที่ดี สอนดี และทำให้นักเรียนเก่ง ต้องได้รับรางวัลตอบแทนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน” จึงเกิดระบบการอบรมพัฒนาครู เพื่อสร้างครูเก่งให้ไปสอนนักเรียนให้เก่งขึ้นและให้การปฏิบัติหน้าที่ในการสอนตามภาระงานปกติของครูแล้วส่งผลสัมฤทธิ์ไปยังตัวผู้เรียนเป็นรางวัลตอบแทนไปสู่การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ ตาม ว.21และ ว.22 /2560 ของ กคศ. ดังนั้น การพัฒนาครูในรูปแบบครบวงจร หรือ “คูปองครู” จึงมีลักษณะเป็นโครงการประชารัฐ ที่กระทรวงศึกษาธิการ โดย สถาบันคุรุพัฒนา สำนักพัฒนาครู และ สพฐ. ทำงานร่วมกันกับภาคเอกชน ทำให้ประหยัดงบประมาณแผ่นดินลงได้ถึง 10 เท่า สามารถพัฒนาครูได้ถึงปีละกว่าสองแสนคนโดยครูสามารถนำความรู้และทักษะไปพัฒนาผู้เรียน ได้เป็นจำนวนมากกว่ากว่า 2 ล้านคนเลยทีเดียว อาจารย์วนิดา จันทร์วงค์ตัวแทนหน่วยพัฒนาครู ได้นำเสนอสิ่งที่ “เป็นอยู่” ของคูปองครูด้วยการเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เชื่อถือได้จากงานวิจัย และสรุปรายงานของหน่วยงานราชการ โดยเปรียบเทียบให้เห็นถึงผลความคุ้มค่าของการลงทุนระหว่างวิธีการในการอบรมและพัฒนาครูแบบเดิม และแบบใหม่ ทั้งในด้านค่าใช้จ่ายงบประมาณ ด้วยความรู้ความเชี่ยวชาญของวิทยากรที่มีประสบการณ์สูง รวมทั้ง ผลลัพธ์ที่ได้ในตัวครูและตัวผู้เรียน ตลอดจนข้อดี และข้อเสียของการทำผลงานของครูเพื่อการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะแบบ ว. 17 ที่ครูต้องทิ้งห้องเรียนไปทำผลงานวิชาการ และแบบ ว21และ ว. 22/2560 ซึ่งครูสร้างผลงานวิชาการจากการนำความรู้และทักษะที่ได้จาการอบรมพัฒนา ไปสอนนักเรียนในชั้นเรียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครู(PLC) แล้วบันทึกผลของสิ่งที่ได้ปฏิบัติจริงไว้เป็นหลักฐานร่องรอยอย่างเป็นระบบต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี อาจารย์ปัญญา ทรงเสรีย์ เลขาธิการสมาพันธ์ กล่าวว่า สมาพันธ์หน่วยพัฒนาครู มิได้มาเพื่อเรียกร้องให้ท่านรัฐมนตรี มาช่วยสมาพันธ์ ฯ หรือช่วยครู แต่มาขอให้ท่านช่วยสร้างอนาคตที่ดีให้แก่ผู้เรียนในฐานะที่เขาเหล่านั้น คือ อนาคตของชาติดังคำขวัญที่ว่า “คูปองครู สู่ผู้เรียน” ด้วยการรักษาสิ่งที่ทำได้ดีมาอยู่แล้วมิให้ถูกทำลาย เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาจากประชาชนท่านจึงเป็นความหวังของประชาชน ของพ่อแม่ผู้ปกครอง นักเรียน ครูผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน โดยการมาพบหารือในครั้งนี้ สมาพันธ์หน่วยพัฒนาครูแห่งประเทศไทย มีข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปการศึกษาชาติอย่างยั่งยืน ดังต่อไปนี้ 1) ขอให้ดำเนินโครงการพัฒนาครูครบวงจรต่อไปในปี 2562-2563 โดยอนุมัติงบประมาณรองรับ และให้มีการจัดอบรมอย่างต่อเนื่อง ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 62 - 31 ส.ค. 63 แล้วจึงประเมินผลอย่างเป็นระบบ 2)ควรเปิดโอกาสให้ใช้กระบวนการพัฒนาครูด้วยหน่วยพัฒนาจากทุกภาคส่วนของสังคม ที่หลักสูตรได้รับการตรวจสอบ และรับรองคุณภาพจากสถาบันคุรุพัฒนาด้วยมาตรฐานเดียวกันเท่านั้นเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ครู และผู้เรียนมีโอกาสได้เรียนรู้และรับสิ่งใหม่ ๆ จากสังคมโลกอย่างได้มาตรฐาน 3) กระทรวงศึกษาธิการ โดย สพฐ. ควรดำเนินการวิจัยและพัฒนาโครงการอย่างจริงจังเพื่อต่อยอดไปสู่ความยั่งยืน และควรปรับปรุงแก้ไข กฎ ระเบียบ ภาระงานที่ยุ่งยากและเป็นอุปสรรคต่อโครงการ 4) ให้กระทรวงศึกษาธิการปฏิบัติตาม มาตรา 52 ของพ.ร.บ.การศึกษาฯพ.ศ. 2542 เรื่องการจัดตั้งกองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ในลักษณะที่เป็นองค์กรอิสระและอนุมัติกองทุนพร้อมทั้งบริหารกองทุนให้สามารถสนับสนุนโครงการได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องตั้งงบประมาณประจำปีอีกต่อไป นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต้อนรับการมาเยือนของสมาพันธ์ ฯ ด้วยอัธยาศัยไมตรีที่ดียิ่ง เนื่องจากแนวคิดและรายละเอียดที่ผู้แทนสมาพันธ์ ฯ นำเสนอมาทั้งหมดนั้นมีความสอดคล้องตรงกันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ครู คือ ศูนย์กลางของการพัฒนา”ดังนั้น จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูเป็นพิเศษ โดยจะมุ่งเน้นด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณของแผ่นดินด้วยความประหยัด และเกิดประสิทธิผลสูงสุดต่อครูและผู้เรียน นั่นหมายถึงว่าตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการจะต้องถึงเด็กและเยาวชนการพัฒนาครูจะต้องเป็นสิ่งที่สามารถ "จับต้องได้" ในที่นี้ รัฐมนตรีว่าการ ฯ ได้กล่าวถึงหลักสูตรอบรมครูบางหลักสูตรมีความทันสมัย โดยยกตัวอย่างว่า “...อบรมกูเกิลแอป...แล้วไง...ต้องไปถึงเด็กอย่างคุ้มค่าหลักสูตรที่อบรม ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนมีการจัดเป็นหมวดหมู่ มีระดับของการพัฒนาที่ต่อเนื่องจาก 1ไป2 และไป3และสุดท้ายจะต้องไปถึงเด็ก...” นายณัฏฐพล กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ผมจะปกป้องเงินภาษีอากรของประชาชน ดังนั้นการจัดอบรมต้องประหยัด คุ้มค่า มีความโปร่งใส ไม่ตั้งราคาหลักสูตรเกินจริง ต้องได้ประสิทธิภาพ และอยู่ในภูมิภาคที่ครูทำงานอยู่เพื่อที่ครูไม่ต้องเดินทางไกล เน้นประสานการใช้ทรัพยากรของโรงเรียน เช่น หอประชุม เป็นต้น และกล่าวต่อว่า “...โครงการนี้ ผมเปิดประตูกว้าง และยึดหลัก “วินวินวิน”หมายถึง พวกท่าน “วิน”กระทรวงศึกษาธิการ“วิน”และ เด็กต้อง “วิน”คือ ผู้เรียนต้องได้รับประโยชน์สูงสุด...” รัฐมนตรีว่าการฯ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า จะนำข้อเสนอแนะนี้ไปพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยขอให้ที่ปรึกษาดูงบประมาณที่จะจัดอบรมในเดือนตุลาคม 2562 นี้ แต่ต้องสอดคล้องกับแนวนโยบายที่กล่าวมาแล้ว และหวังว่าสมาพันธ์ ฯ คงจะให้ความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ ในการช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของชาติในโอกาสต่อไป ดร.สุรัตน์ ยุทธเสรี ประธานสมาพันธ์ฯกล่าวว่า “รู้สึกพอใจมากที่ท่านรัฐมนตรี ให้การตอบรับที่ดี ครูทั้งประเทศกว่าสี่แสนคนกำลังรอฟังข่าวดีนี้อยู่ และรู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่ท่านรัฐมนตรีมีความคิดเห็นตรงกันเรื่อง “คูปองครู สู่ผู้เรียน”โดยจะประสานรายละเอียดกับเลขารัฐมนตรีคือดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง ต่อไป อนึ่งก่อนจบการหารือ นายณัชพัชร์ อุบลรัตน์ รองประธานสมาพันธ์ได้กล่าวแสดงความรู้สึกของตนเองว่า “...ดีใจและชื่นชมที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับการปราบคอร์รัปชันแนวคิด “วิน” กับ “วิน” ที่จะสร้างความเป็นธรรมในระบบคูปองครู และมุ่งสู่ “ชัยชนะของผู้เรียน” และสุดท้าย คือ การเสริมสร้างคุณธรรมให้กับเด็กและเยาวชนเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ...ผมมาทำคูปองครู เพื่อหาเงินไปรณรงค์ปลูกต้นไม้ 5 ล้านต้น ตามที่ผมฝันไว้ครับ...”