เครือข่ายต้านภัยยาเสพติดยื่นจดหมายเปิดผนึก วอนออกมาตรการ "ปิดทางเสรีกัญชาในสภาวะสุญญากาศทางกฎหมายทันที"

ประชาสัมพันธ์9 ก.ค. 2565 • 07:27 น.
เครือข่ายต้านภัยยาเสพติดยื่นจดหมายเปิดผนึก วอนออกมาตรการ  "ปิดทางเสรีกัญชาในสภาวะสุญญากาศทางกฎหมายทันที"

นพ.บัณฑิต ศรไพศาล นักวิทยาศาสตร์สถาบัน Centre for Addiction and Mental Health ประเทศแคนาดา ในฐานะเครือข่ายนักวิชาการและภาคประชาชนต้านภัยยาเสพติด กล่าวว่า เนื่องจากในวันที่ 9 กรกฎาคม 2565  เป็นวันครบรอบ 1 เดือน หลังปลดกัญชาจากการเป็นยาเสพติดด้วยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ทางเครือข่ายซึ่งประกอบด้วยแพทย์ นักวิชาการ นักวิจัย ภาคประชาชนประชาสังคมระดับแนวหน้าของประเทศเกือบ 40 คน ที่มีความห่วงใยต่อมิติด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยเฉพาะในเด็กและเยาวชน รวมถึงกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 2 ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. … เพื่อขอให้ฝ่ายบริหารบ้านเมืองออกมาตรการ “ปิดทางกัญชาเสรีในสภาวะสุญญากาศทางกฎหมายทันที” และ “จัดให้มีกระบวนการรับฟังจากผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน” เพื่อร่วมกันออกแบบนโยบายกัญชาของประเทศไทยใหม่อีกครั้ง โดยใช้ใช้สถานการณ์กัญชาเสรีในภาวะสุญญากาศทางกฎหมายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่เป็นฐาน

           

นพ.บัณฑิต กล่าวต่อว่า หลังจากประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา กำหนดให้พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติด ทำให้เกิดสถานการณ์ “กัญชาเสรีในสภาวะสุญญากาศ” เนื่องจากยังไม่มีนโยบายควบคุมการใช้กัญชาในทางที่ผิดอย่างเพียงพอ  และส่งผลจนเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเกิดผลกระทบจากการใช้กัญชาอย่างมาก ทั้งการบริโภคแบบรู้ตัว เช่น สูบดอกกัญชา และแบบไม่รู้ตัว เช่น กินอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกัญชาที่ไม่มีใครบอก ซึ่งเกิดกับทั้งผู้ใหญ่ เยาวชน และเด็กเล็ก ตลอดจนมีการขายกัญชาเพื่อนันทนาการอย่างแพร่หลาย   

           

“สถานการณ์เช่นนี้จะรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อประชาชนมีการปลูกกัญชาในครัวเรือนมากขึ้นในอนาคต   หากสถานการณ์กัญชาเสรีในสภาวะสุญญากาศนี้ยังต่อเนื่องไปยาวนาน ย่อมเกิดความเสียหายต่อประเทศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะต่ออนาคตของเด็กและเยาวชนไทยในระยะยาว   ประเทศไทยจึงไม่ควรตกอยู่ในสภาวะสุญญากาศเช่นนี้ และจำเป็นต้องมีนโยบายควบคุมการใช้กัญชาในทางที่ผิดอย่างเพียงพอโดยเร็ว

ขณะที่การออกแบบมาตรการเพื่อควบคุมการใช้กัญชาในทางที่ผิด มีรายละเอียดมาก ต้องการการออกแบบอย่างรอบคอบ เช่น กัญชาจะยังเป็นยาเสพติดหรือไม่ ประเทศไทยต้องการนโยบายกัญชาทางการแพทย์ หรือกัญชาเพื่อเศรษฐกิจ หรือกัญชาเพื่อนันทนาการ จะให้ปลูกกัญชาในครัวเรือนหรือไม่ จำนวนเท่าใด จะควบคุมเยาวชนนำช่อดอกกัญชาไปสูบได้อย่างไร จะควบคุมการทำธุรกิจกัญชาแค่ไหนเพียงใด จะควบคุมการโฆษณาและการส่งเสริมการขายหรือไม่เพียงใด จะปกป้องเยาวชนอย่างไร จะปกป้องผู้ไม่เสพใช้กัญชาอย่างไร จะควบคุมการขับขี่ยานพาหนะหลังการเสพกัญชาอย่างไร จะมีมาตรการภาษีกัญชาหรือไม่อย่างไร และจะใช้งบประมาณส่วนไหนอย่างไร เพื่อจัดระบบรักษาพยาบาลผู้ป่วยจากการใช้กัญชา เพื่อจัดการณรงค์ป้องกันการใช้กัญชาหรือการใช้กัญชาในทางที่ผิด และเพื่อจัดให้มีระบบติดตามและประเมินผล เป็นต้น   ซึ่งต้องปรึกษาผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน และต้องใช้เวลาพิจารณาอย่างรอบคอบ จะเร่งรัดไม่ได้” ตัวแทนเครือข่ายนักวิชาการและภาคประชาชนต้านภัยยาเสพติด ระบุ

นพ.บัณฑิต ชี้แจงเพิ่มเติมว่า เหตุผลของการออกนโยบายดังกล่าว ได้ถูกอ้างว่าต้องการให้ประชาชนเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ได้ดีขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสทางเศรษฐกิจจากกัญชา และไม่ต้องการให้มีการใช้กัญชาเพื่อนันทนาการ   ดังนั้นเมื่อเห็นว่าประชาชนจำนวนมากใช้กัญชาเพื่อนันทนาการ และประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการบริโภคกัญชาแบบไม่รู้ตัวอย่างชัดเจน จึงควรพิจารณาทบทวนนโยบายกัญชาเสรีดังกล่าว เนื่องจากการปลดล็อกกัญชาจากยาเสพติดเป็นเพียงประกาศกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นอำนาจและความรับผิดชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น

โดยเนื้อหาในจดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 2 ของทางเครือข่ายฯ ระบุว่า บนจุดยืนการสนับสนุนนโยบายกัญชาทางสายกลาง คือ การใช้ประโยชน์จากกัญชาอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยชน์ในทางการแพทย์ และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับนโยบายกัญชาเสรี เครือข่ายนักวิชาการและภาคประชาชนต้านภัยยาเสพติดขอเสนอให้รัฐบาล คณะกรรมการป้องกันและปรามปรามยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา โปรดพิจารณา ดังนี้

1.ปิดสภาวะสุญญากาศทันที โดย ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขชะลอการบังคับใช้ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับปลดกัญชาจากการเป็นยาเสพติดออกไปก่อน จนกว่าจะมีมาตรการควบคุมที่เพียงพอ หรือ ประกาศให้กัญชา (ครอบคลุมดอก ยาง สารสกัด และทิงเจอร์จากดอกและยางกัญชา) เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ซึ่งจะใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ เหมือนมอร์ฟีน และประเทศไทยจะไม่ผิดฐานละเมิดอนุสัญญายาเสพติด 1961 และ 1972 ที่ได้ลงนามสัตยาบันไว้อีกด้วย หรือออกพระราชกำหนดกำหนดให้กัญชายังเป็นยาเสพติด จนกว่าจะมีกฎหมายกัญชาออกมาบังคับใช้ เป็นต้น  

2.ในขณะเดียวกันกับการปิดสภาวะสุญญากาศ จะต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เพื่อร่วมกันออกแบบนโยบายกัญชาของประเทศไทย อย่างน้อย 1-2 ปี เพื่อจัดทำข้อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพื่อพิจารณาออกกฎหมายกัญชาต่อไป

หากทำเช่นนี้ จะทำให้สามารถปิดสภาวะสุญญากาศได้ทันที และส่งผลให้สถานการณ์นโยบายกัญชากลับไปก่อนที่จะปลดล็อก คือกัญชายังเป็นยาเสพติด แต่อนุญาตให้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ได้ ซึ่งผลกระทบร้ายแรงจะบรรเทาลงทันที ทุกฝ่ายจะได้รับการยอมรับจากสังคมว่าห่วงใยประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง   และทำให้มีเวลาเพียงพอที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะมีส่วนร่วมออกแบบนโยบายกัญชาของประเทศไทย อันจะทำให้ผลประโยชน์และผลเสียหายของทุกฝ่ายได้รับการคำนึงถึงอย่างครบถ้วน ทำให้ประเทศไทยได้นโยบายกัญชาที่เกิดประโยชน์สูงสุด และป้องกันโทษได้ดีที่สุดอนาคตของเด็กและเยาวชนไทยก็ได้รับการปกป้อง   จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ทั้งนี้เครือข่ายนักวิชาการและภาคประชาชนต้านภัยยาเสพติดได้มีการริเริ่มแคมเปญ "ชะลอกัญชาเสรี ขอกฎหมายคุ้มครองไม่ให้เด็กใช้กัญชาออกมาก่อน" บนช่องทาง Change.org ซึ่งปัจจุบันมีผู้สนับสนุนมากกว่า 5,000 คน ที่เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว ซึ่งถ้าหากประชาชนหรือหน่วยงานใดสนใจ เล็งเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญในสังคมที่ต้องรีบแก้ไข สามารถลงชื่อเพื่อสนับสนุนให้ความเห็นชอบได้ที่ change.org2DelayCannabisLaw