เกาะติดกระแส”พรรคพลัง” พรรคสายกลาง มุ่งเน้นนโยบายปากท้องประชาชน แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้ประชาชน

ประชาสัมพันธ์7 ธ.ค. 2564 • 14:09 น.
เกาะติดกระแส”พรรคพลัง” พรรคสายกลาง มุ่งเน้นนโยบายปากท้องประชาชน แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้ประชาชน
วันที่ 7 ธันวาคม 2564 ที่พรรคพลังผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการเลือกตั้งกรรมการบริหาร ”พรรคพลัง” สมาชิกโหวตเสียงสนับสนุนให้ “ดร.ชัยยพล พสุรัตน์บรรจง” นั่งหัวหน้าพรรค อย่างท่วมท้น และโหวตให้ “แหม่ม” ว่าที่ ดร. อัญชิสา เทพทับทิมทอง เป็นเลขาธิการพรรคพลัง โหวตให้ “วิสิทธิ์ ใสกระจ่าง”นั่งโฆษกพรรค กระบอกเสียงของพรรค ส่วน บิ๊กเนมทางการเมือง อักษรย่อ “บิ๊ก ณ” จะมานั่งประธานยุทธศาสตร์พรรคพลัง ยังไม่เปิดตัว รอ กกต.มีมติรับรองพรรคพลังและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นพรรคการเมือง การเปิดตัวพรรคพลังอย่างอลังการโดยใช้นโยบายเศรษฐกิจเป็นตัวนำ เป็นที่น่าจับตากระแสความร้อนแรง บนกระดานการเมืองไทย จากทุกภาคของการเมืองอย่างยิ่ง หากวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ในการเปิดตัวพรรคพลังในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2564 โดยใช้สถานที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี โรงแรมห้าดาว ซึ่งเดิมที่ วันและเวลาดังกล่าว จะเป็นการประชุมใหญ่สามัญของพรรคประชาธิปัตย์ แต่กลับ เป็นการแย่งชิงพื้นที่สื่อของ”พรรคพลัง”เปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการ กองทัพสื่อมวลชนยกทัพกันติดตามจำนวนมาก ทำให้พรรคพลังโด่งดังเป็นพลุแตก ชั่วข้ามคืน คอการเมืองจับจ้อง ก่อนมีการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกท้องถิ่น(อบต.)ในวันถัดมา ซึ่ง พรรค ปชป.แถลงนัดประชุมใหญ่ วันที่ 18 ธ.ค.2564 โดยใช้สถานที่เดียวกัน การฟอร์มทีมพรรคพลัง เหมือนพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ทั้งผู้เข้าร่วมเกือบ 500 คน ล้นห้องประชุม ชั้นเชิงชิงเหลี่ยมการเมือง เลือกที่จะใช้แผนยุทธศาสตร์นี้ สมราคา ส่วนพรรคการเมืองของกลุ่ม 4 กุมารกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง พร้อมกับการเดินสาย “ปิดดีล” เจรจาลับกับนักการเมืองเก่า-ขาใหญ่ ระดับเจ้าแม่-มาดามดาวเด่น-รุ่นใหญ่ฝ่ายประชาธิปไตย เตรียม “เปิดตัว” ปลายเดือนมกราคม 2565 นำทีมโดย “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” มีดีกรีเป็นขงเบ้ง-แม่ทัพเศรษฐกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรี-รัฐมนตรียุคทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 2 สมัย ไม่ว่า “สมคิด” จะอยู่ตรงไหนของสมการใน “พรรคใหม่สี่กุมาร” การันตีได้ว่าอยู่ “ส่วนยอด” เอื้อมไม่ถึง แต่จับต้องได้แน่นอน กับอีก 2 กุมาร “อุตตม สาวนายน” อดีตหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” อดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ รัฐมนตรีรัฐบาลยุค คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.ประยุทธ์ 1-2 และ 1 กุมาร “หน้าใหม่” นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์-ขุนพลภาคใต้ หลังจากถูกพรรคประชาธิปัตย์ “ถอดปลั๊ก” ขอเลือกทางเดิน-ไปต่อ เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจ-พัฒนาภาคใต้ กระแสการเปิดตัว”พรรคพลัง”และ นโยบายของ”พรรคพลัง” ที่เริ่มปล่อยหมัดออกมาในวันประชุมใหม่สามัญเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจฐานราก(ตั้งแต่เกิด-ตาย) “นโยบายประกันสุขภาพฟรี” พรรคพลัง เห็นว่า สุขภาพไม่สามารถซื้อขายกันได้ ไม่ว่า เอกชนหรือภาครัฐ ทำงานมาทั้งชีวิต กลับต้องเอาเงินที่หามาได้ ไปใช้รักษาร่างกายตนเอง รัฐต้องดูแลตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งเอาหวยใต้ดิน บ่อนที่ผิดกฎหมายมาทำให้ถูกกฎหมายแล้วเอาเงินไปสนับสนุนนโยบายนี้ หากเทียบเคียงกับนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรคของพรรคเพื่อไทย กลับมาจุดแตกต่างตรงยารักษาโรคที่มีคุณภาพลดลง หรือนโยบายบัตรประกันสุขภาพ 500 บาทของ ปชป.มีความต่างกันสิ้นเชิง “นโยบายลูกของครอบครัว” ตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี เดือนละ 3,000 บาท พรรคพลัง ให้ความสำคัญต่อเด็กตั้งแต่แรกเกิดวัยเยาว์ เพราะความสมบูรณ์ของเด็กไม่ใช่แค่ดูแลเมื่อคลอดออกมาลืมตาดูโลกเท่านั้น แต่ต้องดูแลให้ความสำคัญทั้งแม่และเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จึงจะมีสุขภาพและสมองที่ดี มีการพัฒนาเจริญเติบโตในทุกๆ ด้าน นโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาตรี การศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนาของประเทศ พรรคพลังให้ความสนใจด้านการศึกษา แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ คนรวย คนจน ให้เข้าถึงการศึกษาเท่าเทียมกัน และ”นโยบายอาหารกลางวัน” ชั้น ป.1-ป6 เดือนละ 2,000 บาท ม.1- ม.3 เดือนละ 3,000 บาท ม.4- ม.6 เดือนละ 4,000 บาท ปริญญาตรี เดือนละ 5,000 บาท ทำให้เยาวชนของชาติ กินอิ่ม นอนหลับ เข้าถึงระบบการศึกษาอย่างทั่วถึง โดยเอาเงินที่จะเอางบประมาณซื้อเรือดำน้ำหลายหมื่นล้าน ตัดมาสนับสนุนนโยบายนี้ โดยเฉพาะอาหารกลางวัน แต่ละเดือน เสมือนกับเงินเดือนนักเรียน นักศึกษา คนยากจน ได้สิทธิ ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ “นโยบายเรียนจบไม่ตกงาน” เป็นนโยบายที่พรรคพลังมุ่งถึงคุณภาพชีวิต เพราะสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้ประกอบการย่ำแย่ ประชาชนตกงาน ในระหว่างที่ตกงาน รัฐจะต้องสนับสนุนดูแลเดือนละ 10,000 บาท ภายใน 18 เดือน นโยบายที่ปล่อยออกมา คือ” นโยบาย 1 หมู่บ้าน 1 ปริญญาเอก” “นโยบาย 1 ตำบล 1 แพทย์ในฝัน” หรือ”นโยบายฟื้นฟูกองทุนหมู่บ้าน กองทุนละ 20 ล้านบาท” “นโยบายกองทุนสตรี ระดับตำบล ละ 20 ล้านบาท” รวมทั้ง นโยบายบำนาญประชาชน เดือนละ 5,000 บาท รวมทั้ง “นโยบายคนไทยไม่ทิ้งกัน” สนับสนุนค่าจัดการทำศพ รายละ 10,000 ต่อศพ นอกจากนี้ “นโยบายเพิ่มค่าตอบแทนให้กับ อสม.” ด่านหน้าสาธารณสุขหมู่บ้าน เดือนละ 5,000 บาท “นโยบายเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ พนักงานลูกจ้างของรัฐ 30%” เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมโบนัส “นโยบายเพิ่มอายุเกษียณราชการ 65 ปี” “นโยบายตั้งธนาคารท่องเที่ยว” “นโยบายหลักประกันราคาน้ำมันเชื้อเพลงทุกชนิดราคาไม่เกินลิตรละ 20 บาท” นโยบายเพิ่มราคายางพารา กิโลกรัม 200 บาท/กก.พยุงราคาสินค้าเกษตรทุกชนิด โดยเฉพาะนโยบายที่เอาใจพี่น้องชาวนา คือ “นโยบายสันหลังฐานราก” 30,000 บาท/ตัน ส่วนนโยบายด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม สินทรัพย์ดิจิทัลในโลกอนาคต พรรคพลัง จะทยอยปล่อยหมัดเด็ดออกมา ทั้งทรัพย์อิงสิทธิ์ เพื่อแก้ปัญหาหลักประกันการเข้าถึงการปล่อยสินเชื่อของสถาบันทางการเงิน สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ รวมทั้งแก้ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบนายทุนได้ ซึ่งนโยบายที่พรรคพลังมองว่า การแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสังคม ถูกกดทับทางสังคม สร้างความไม่เป็นธรรม ทำให้ประชาชนขาดโอกาส โดยเฉพาะมรดกบาปของ คสช.จะต้องรื้อใหม่ นโยบายที่ปล่อยออกมา เป็นเพียงน้ำจิ้ม มุ่งเน้นเศรษฐกิจ เทคโนโลยีล้ำหน้า สินทรัพย์ดิจิทัล “พรรคพลัง” เป็นพรรคสายกลาง มุ่งเน้นปากท้องประชาชน ให้กินอิ่ม นอนอุ่น หาก”พรรคพลัง” เป็นรัฐบาลในสมัยหน้า นโยบายต่างๆเกิดขึ้นได้จริง และกรณีเกี่ยวข้องกับงบประมาณ สามารถชี้แจงที่มาของแหล่งรายได้ตามกฎหมายพรรคการเมือง ทั้งต้องตั้งคณะทำงานมาศึกษาแต่ละนโยบาย โดยเฉพาะกลไกตลาด ห้ามมิให้มีการแทรกแซงราคาตลาด นาทีนี้ ต้องจับกระแสฟีเวอร์ของพรรคพลังซึ่งเน้นด้านเศรษฐกิจ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ขาดโอกาส กระดานการเมืองไทย ร้อนแรง กระแส จับตาโฟกัส”พรรคพลัง”