เปิดแคมเปญ PrEP in the City รณรงค์เพื่อการเข้าถึงเพร็พระดับประเทศเพื่อหญิงข้ามเพศ
นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า โครงการรณรงค์ระดับชาติเพื่อสร้างความตระหนักรู้การเข้าถึงยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี (PrEP หรือ เพร็พ) ในกลุ่มหญิงข้ามเพศในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ PrEP in the City ว่า กระทรวงสาธารณสุขพร้อมจะทำงานกับทุกภาคส่วน รวมไปถึงภาคประชาสังคมและองค์กรชุมชน ในการส่งเสริมสิทธิในการเข้าถึงบริการเอชไอวีและบริการสุขภาพอื่นๆ ของคนข้ามเพศ Steven G. Olive ผู้อำนวยการองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา สำนักงานภาคพื้นเอเชีย ได้ร่วมกล่าวในพิธีเปิดและชื่นชมความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของประเทศไทยในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านสุขภาพของชุมชนหญิงข้ามเพศเพื่อยุติปัญหาเอดส์ในประเทศไทย พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี และความร่วมมืออย่างจริงจังของรัฐบาลไทย ที่ดำเนินงานเพื่อให้ประเทศไทยเข้าถึงการบรรลุเป้าหมาย 90-90-90 ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นต้นแบบสำหรับประเทศต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติต่อไป
นายแพทย์ปรีชา เปรมปรี รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การสร้างความตระหนักรู้เรื่องเพร็พในกลุ่มหญิงข้ามเพศเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จะสนับสนุนยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 แพทย์หญิงภาวิณี รุ่งทนต์กิจ รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ กรุงเทพมหานคร ในฐานะหนึ่งในเมืองที่เข้าร่วมโครงการ Fast Track City Initiative ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการเร่งรัดยุติปัญหาเอดส์ในระดับโลก ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรณรงค์นี้
ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการวิจัยและสนับสนุนนโยบาย สถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี กล่าวว่า จากการทำงานในวงการเอชไอวีมาเกือบ 30 ปี โครงการรณรงค์ฯ เกี่ยวกับเพร็พนี้ นอกจากจะเป็นการรณรงค์ที่ใหญ่ที่สุด ยังเป็นโครงการรณรงค์ฯ แรกที่ทำขึ้นมาสำหรับหญิงข้ามเพศในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ แพทย์หญิง นิตยา ภานุภาค ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี ยังได้กล่าวว่า ถึงแม้ว่าประเทศไทยได้เริ่มนำเพร็พเข้าสู่แนวทางการดูแลป้องกันและรักษาเอชไอวีตั้งแต่ 5 ปีก่อน แต่ในปัจจุบันพบว่ามีหญิงข้ามเพศที่ได้รับเพร็พเพียง 5% เท่านั้น เนื่องจากยังขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเพร็พอยู่อีกมาก โครงการรณรงค์ฯ นี้จึงมีความสำคัญมากในการส่งเสริมให้หญิงข้ามเพศหันมาสนใจสุขภาพของตนเองมากขึ้น