“จิมมี่ เดอะ โค้ช” เปิดกลยุทธ์พัฒนาองค์กรยุคใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มธุรกิจผ่านทุนมนุษย์
ในปี 2563 หลายๆองค์กรจำเป็นต้องจัดทำแผนและเป้าหมายให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลก หรือเมกะเทรนด์ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง (Disruption) ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยี โครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ และการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆจากโซเชียลมีเดีย
พจนารถ ซีบังเกิด หรือโค้ชจิมมี่ Executive Coach ระดับแถวหน้าของเมืองไทย และผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทจิมมี่ เดอะ โค้ช (Jimi The Coach Group)เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนองค์กรให้ผ่านพ้นวิกฤติดิสรัปชั่น โดยเฉพาะเทคโนโลยี การใช้หุ่นยนต์หรือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เข้ามาแทนที่มนุษย์ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การสั่งซื้อสินค้าผ่านออนไลน์และโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ยังรวมถึงปัจจัยด้านปริมาณผู้สูงอายุทั่วโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า ปี 2561 ประเทศไทยมีกลุ่มผู้สูงวัยคิดเป็น 7% ของจำนวนประชากร คาดว่าปี 2565 จะเพิ่มเป็น 14% และปี 2578 จะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ซึ่งการเปลี่ยนแปลงต่างๆเหล่านี้ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ก่อให้เกิดความเครียด วิตกกังวล และซึมเศร้า ส่งผลกระทบทั้งต่อตนเอง ครอบครัว การทำงาน และการเติบโตขององค์กร
ทั้งนี้ปัจจุบันในองค์กรขนาดใหญ่และธุรกิจ SME มีพนักงานที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงวัยเกษียณ หรืออายุ 55 ปีขึ้นไปอยู่เป็นจำนวนมากที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า จิตตก และหมดกำลังใจในการทำงาน ทั้งๆที่จริงๆแล้วคนกลุ่มนี้มีศักยภาพสูงมาก มีความเชี่ยวชาญและรอบรู้ในงานสะสมมาอย่างยาวนานกว่า 30-40 ปี และส่วนใหญ่ยังสามารถทำงานได้ดี เพราะฉะนั้นต้องทำให้คนกลุ่มนี้มองเห็นชีวิตหลังเกษียณอย่างมีคุณค่า พึ่งพาตัวเองได้ ไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม และเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง
โค้ชจิมมี่ เชื่อว่าศาสตร์ไลฟ์โค้ช (Life Coaching) เป็นทักษะชีวิตที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาผู้นำในองค์กร และบุคลากรที่เชื่อมโยงกันอย่างมีนัยยะ อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนธุรกิจให้ผ่านพ้นวิกฤติ Disruption ที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยต้องเริ่มต้นจากปรับเปลี่ยนกระบวนการคิด (Mindset) ให้สนับสนุนการพัฒนาและการดำรงอยู่ของทุกชีวิตในสังคม ซึ่ง 4 Mindsets ดังกล่าวได้แก่ 1.มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพ มากกว่าที่เราเห็น และเป็นได้มากกว่าที่เขาเป็นอยู่ขณะนี้
2.คนทุกคนทำดีที่สุดแล้ว ด้วยต้นทุนหรือทรัพยากรที่เขามีอยู่ในขณะนั้น 3.มนุษย์ทุกคนสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ 4.ในโลกนี้ไม่มีความล้มเหลว มีเพียงเสียงสะท้อนกลับ เพื่อให้เราได้เรียนรู้และปรับปรุง ซึ่ง Mindset ทั้ง 4 ข้อนี้จะทำให้คนเราเคารพในคุณค่าของตนเองและผู้อื่น อันจะนำไปสู่การพัฒนาให้องค์กรเปี่ยมประสิทธิภาพและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
โดยกลุ่มบริษัทจิมมี่ เดอะ โค้ช จึงได้เปิดหลักสูตร “Integrated Business Coaching” สำหรับองค์กรขนาดใหญ่และธุรกิจ SME ด้วยการปรับ Mindset ของทั้งในฝั่งผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจ และฝั่งลูกจ้างหรือพนักงาน โดยในส่วนผู้บริหารต้องเป็นผู้นำที่มั่นคงทั้งสภาวะร่างกายและจิตใจ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง ยอมรับบุคคลที่แตกต่าง สามารถพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รับฟังที่ได้ยิน เข้าใจถึงความรู้สึก ความสุข หรือความกังวลของทีมงานที่ไม่ได้ถูกสื่อสารออกมาโดยตรง มีความเป็นธรรมชาติในการรับรู้ความต้องการที่แท้จริงของผู้อื่น มองเห็นศักยภาพที่ซ่อนเร้นในทีมงานแต่ละคน ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับทีมงานและผู้คนรอบข้างอย่างสร้างสรรค์และต่อเนื่อง
ขณะที่พนักงาน โดยเฉพาะคนวัยใกล้เกษียณซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าขององค์กร อย่าไปคิดว่าตัวเองจะหมดคุณค่าในวันที่หมดอายุการทำงาน แต่ต้องทำตัวเองให้มีคุณค่าและแสดงศักยภาพของตนเองออกมาอย่างสร้างสรรค์ เช่น การถ่ายทอดทักษะและความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาให้กับเด็กรุ่นใหม่ การเป็นที่ปรึกษาที่ดี การรู้จักเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนรุ่นใหม่ การเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เป็นต้น
สำหรับหลักสูตร “Integrated Business Coaching” ครอบคลุมในหัวข้อต่างๆดังนี้ Human Motivation, Coaching Skills,Business and Personal Goal Alignment,Team Development for Business Productivity,Constructive Feedback for Performance รวมถึง How to ต่างๆ ด้วยทักษะไลฟ์โค้ช เพื่อให้นักธุรกิจและผู้บริหารเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ เพื่อก้าวต่อไปอย่างมั่นคงในการทำธุรกิจ พร้อมๆ ไปกับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีความหมาย เข้าใจตัวเองว่าเข้ามาทำธุรกิจนี้เพราะอะไร
โดยเฉพาะธุรกิจ SME เมื่อต้องการที่จะปล่อยวางแล้วจะวางอย่างไร หรือถ้ารุ่นลูกรุ่นหลานไม่ต้องการที่จะสืบทอดหรือรับช่วงธุรกิจต่อจะต้องทำอย่างไร หรือถ้าหากยังอยากจะให้ธุรกิจนี้คงอยู่ต่อไปก็สามารถมีทางเลือกที่สร้างสรรค์ โดยมีทั้ง Partner ที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน นักกฎหมาย และนักบัญชี มาร่วมกันเป็นพี่เลี้ยงในการให้ข้อแนะนำ ให้คำปรึกษา เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจอย่างมืออาชีพ
“หลักสูตรนี้จะมีแนวทางปฏิบัติแบบ Shortcut ที่จะทำให้ SME รู้สึกว่าธุรกิจของเขามีมูลค่ามากกว่าที่เขาคิด ด้วยการให้ความรู้ในการเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจโดยผ่านทุนมนุษย์ หรือ Human Capital ด้วยการปรับเปลี่ยน Mindset ของทั้ง 2 ข้าง ข้างหนึ่งคือ การให้ความรู้เจ้าของ SME ให้เข้าใจคุณค่าของคนว่าการจ้างพนักงานมาทำงานเฉยๆ ธุรกิจของคุณจะไม่ได้ Productivity หรือมีมูลค่าเพิ่มสูงเท่ากับการที่พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจการ ต้องสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนพนักงานธรรมดาให้เป็นได้มากกว่าที่เราคิด ส่วนอีกข้างหนึ่งเราก็จะให้ความรู้กับพนักงานให้เห็นคุณค่าในตัวเอง มีแรงบันดาลใจ เห็นความเชื่อมโยงในเป้าหมายธุรกิจกับเป้าหมายของตนเองว่าสามารถเติบโตไปด้วยกัน”
ทั้งนี้ไม่ว่าเราจะก้าวผ่านไปสู่ยุคไหนๆก็ยัง “ไม่มีความสำเร็จใดที่ไม่ผ่านคน”ผู้นำองค์กรและบุคลากรยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้า หากพนักงานพร้อมรับมือได้กับทุกสถานการณ์และแสดงศักยภาพอย่างสร้างสรรค์ รู้สึกเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันในการสร้างคุณค่าและเติบโตร่วมกับองค์กรอย่างยั่งยืน