แพทย์แนะดูแลตัวเองจากโรคกระดูกสันหลัง-ระบบประสาทในยุคนิวนอร์มอล
จากสถานการณ์ไวรัสโควิด 19 ที่แพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์เนิร์ฟ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและระบบประสาท แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ได้จัดงานเสวนา การดูแลตนเองอย่างไรให้ไกลจากโรคกระดูกสันหลังในยุค New Normal กับ นพ.เมธี ภัคเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง
นพ. ดิตถพงษ์ บุญอำพล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์เนิร์ฟ เผยว่า ปัจจุบันด้วยสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาแทนที่ทำให้วิถีชีวิตหลายคนเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว จนก่อให้เกิดโรคกระดูกสันหลังแบบไม่ทันตั้งตัว โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ เนิร์ฟ ได้รับการไว้วางใจจากผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังให้ทำการรักษานับหมื่นราย ด้วยการรักษาที่ตรงจุด เรียกได้ว่า "นอนมา เดินกลับ" ทำให้ที่นี่ได้รับความสนใจจากผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย
ทั้งนี้จุดเด่นอีกเรื่องคือแม้ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดแต่แผลผ่าตัดขนาดเล็กมาก เพียง 0.5 เซนติเมตร สูญเสียเลือดน้อย ฟื้นตัวเร็ว หลังจากผ่าตัดสามารถลุกขึ้นได้ นอนโรงพยาบาลเพียง 1 คืนกลับบ้านได้ นพ. ดิตถพงษ์ ยังกล่าวอีกว่าด้วยความเป็น expert ตัวจริงเรื่องกระดูกสันหลังจึงยินดีเป็นคลังข้อมูลเพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้ามาศึกษาหาความรู้เรื่องโรคกระดูกสันหลังผ่านช่องทางออนไลน์ของโรงพยาบาลอีกด้วย
สำหรับสถานการณ์โรคที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง และระบบประสาท ออฟฟิศซินโดรม เท็กซ์เนกซินโดรม ในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองที่ต้องเร่งรีบในการทำงาน หรือนั่งทำงานนาน ๆ ออกกำลังกายผิดท่า หรือกิจกรรมอื่น ๆ อย่างเช่นการเล่นมือถือ สมาร์ทโฟนในยุคแห่งโลกดิจิทัล ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ได้ โดยคาดว่าจะมีอัตราสูงขึ้นเฉลี่ยประมาณ 4-5 % ต่อปี จากเดิมจะเกิดขึ้นกลับกลุ่มคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันจะเกิดขึ้นกลับกลุ่มคนวัยทำงาน และวัยกลางคนมากขึ้น
อย่างไรก็ตามด้วยเหตุนี้จึงทำให้ตลาดโรงพยาบาลกระดูกสันหลัง และระบบประสาท เติบโตไปอย่างรวดเร็ว โดยตลาดที่เกี่ยวกับรักษาโรคดังกว่าวมีมูลค่าสูงถึง 8,000 ล้านบาท /ปี มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งก็ทำให้โรงพยาบาลต่าง ๆ โดยเฉพาะเอกชน หันมาเจาะตลาดนี้มากยิ่งขึ้นจึงทำให้มีการแข่งขันกันสูงมากขึ้น แต่ยังมั่นใจว่าโรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์เนิร์ฟ จะยังมีจุดแข็งในเรื่องการรักษาโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง และระบบประสาท ดีกว่าที่อื่น ๆ เพราะเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางแห่งแรก และแห่งเดียวในไทย มีทีมงาน หมอ พยาบาล ที่มืออาชีพ นวัตกรรมใหม่ ๆ เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทุกอย่างครบวงจร และมีคุณภาพ จะช่วยให้แบรนด์แข็งแกร่งเหนือคู่แข่งขันได้
ทั้งนี้ปัจจุบันลูกค้า 70-80 % ยังเป็นลูกค้าคนไทย ส่วนที่เหลือ 20-30 % จะเป็นลูกค้าจากต่างชาติ กลุ่มตะวันออกกลาง ที่มีความภักดีต่อแบรนด์เอส สไปน์ แอนด์เนิร์ฟ อย่างมาก และใช้กลยุทธ์การตลาดแบบปากต่อปาก บอกเล่าต่อๆกันไปในกลุ่มลูกค้าซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี แม้ว่าปัจจุบันลูกค้ากลุ่มนี้จะยังคงเดินทางมาไทยไม่ได้ แต่เชื่อว่าในอนาคตหากโควิด -19 หายจะเติบโตอย่างมาก และดันสัดส่วนลูกค้าต่างชาติ และคนไทยให้อยู่ที่ 50 : 50 เพราะลูกค้าเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ในส่วนแผนนงานในอนาคตเอส สไปน์ แอนด์เนิร์ฟ ก็จะขยายต่อไปในหลากหลายมิติเพื่อรองรับลูกค้าที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง