'สโคป'ฉีกทุกกฎเกณฑ์ตลาดอสังหาฯปักธง 4 โครงการใหญ่ใจกลางเมือง

ประชาสัมพันธ์28 ม.ค. 2565 • 05:17 น.
'สโคป'ฉีกทุกกฎเกณฑ์ตลาดอสังหาฯปักธง 4 โครงการใหญ่ใจกลางเมือง
'สโคป'บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของโครงการสุดหรูแบรนด์ SCOPE เดินหน้าสู่ไลฟ์สไตล์ แบรนด์ เจาะกลุ่มลูกค้า International Premium ด้วยคุณภาพ ความแตกต่าง ฉีกแบบแผนการพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบเดิม ปักธง 4 โครงการสุดหรู ใจกลางเมือง รวมมูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท เตรียมเผยโฉม 2 โครงการแรก SCOPE Langsuan - SCOPE Promsri แล้วเสร็จไตรมาส 3 ปี 2565 เชื่อสร้างจุดเปลี่ยนวงการอสังหาริมทรัพย์ นายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโคป จำกัด เปิดเผยว่า จากการเปิดตัว บริษัท สโคป จำกัด เมื่อปี 2562 บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ฉีกแบบแผนการพัฒนาที่อยู่อาศัยในรูปแบบเดิม โดยมุ่งเน้นเรื่องการออกแบบและก่อสร้างที่อยู่อาศัยคุณภาพพรีเมียมมาตรฐานระดับโลก โดยมีเป้าหมายต้องการปั้นบริษัทสโคป เป็น Lifestyle Company ที่พัฒนาโครงการที่ ตอกย้ำความเป็น “อินเตอร์เนชั่นแนล พรีเมียม” ของบริษัท เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่เป็นอินเตอร์เนชั่นแนล พรีเมียม เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เห็นโลกมามากมีความชอบและรสนิยมที่ไม่ได้จํากัดเฉพาะในกระแสหลักในประเทศ โดยเน้นนำเสนอเรื่องคุณภาพ และความแตกต่าง ให้กับตลาด
ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์
ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์
โดยต้องการสร้าง SCOPE ให้เป็นไลฟ์สไตล์ แบรนด์ ที่มากกว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์ โดยคํานึงถึงการใช้ชีวิตและบริการที่ตอบความต้องการมากกว่าการสร้าง space ให้คนมาอยู่อาศัย แต่เป็นการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัย ซึ่งสิ่งนี้จะชัดเจนขึ้นในปี 2565 เมื่อ 2 โครงการแรกของบริษัททั้ง SCOPE Langsuan และ SCOPE Promsri แล้วเสร็จ โดยจะเริ่มมีลูกบ้านย้ายเข้ามาอยู่อาศัยตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ SCOPE Experience อย่างแท้จริง ทั้งนี้ นายยงยุทธ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทสโคป มีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาทั้งสิ้น 4 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท เปิดขายแล้ว 2 โครงการคือ SCOPE Langsuan มูลค่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2565 และ SCOPE Promsri มูลค่า 1,350 ล้านบาท แล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2565 เช่นเดียวกัน พร้อมกันนี้ได้ตั้งเป้ายอดรับรู้รายได้จากการโอนทั้งหมดกว่า 5,000 ล้านบาท หลังจากนี้ มีแผนเปิดตัวอีก 2 โครงการ คือโครงการบนถนนสุขุมวิทติดกับรถสถานีไฟฟ้าทองหล่อ มูลค่า 2,500 ล้านบาท ในปี 2565 จะเป็นโครงการที่มีมูลค่าเฉลี่ยต่อยูนิตกว่า 140 ล้านบาท และมีเพียง 20 ยูนิตเท่านั้น ด้วยการออกแบบภายในรวมถึงให้คําปรึกษาการออกแบบทั้งหมด โดยโทมัส ยูล-ฮันเซน ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบอาคารระดับโลกมาแล้วทั่วโลก ตั้งเป้ายอดพรีเซลของปี 2565 จากทั้ง 3 โครงการกว่า 4,500 ล้านบาท ส่วนอีกโครงการจะเปิดตัวในปี 2566 ในทำเลสุขุมวิท 23 มูลค่า 2,200 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม นายยงยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับไฮไลท์ของบริษัทในปี 2565 ซึ่งเชื่อว่าจะสร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ การเปิดตัว The Langsuan Clubhouse ที่โครงการ SCOPE Langsuan ซึ่งจะเป็น Private Residential Clubhouse ที่มีขนาดกว่า 2,500 ตารางเมตร ที่ออกแบบโดย “โทมัส ยูล-ฮันเซน” เฉพาะเฟอร์นิเจอร์มีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นโรงภาพยนตร์ขนาด 25 ที่นั่งที่มาพร้อมระบบเสียงระดับสุดยอดที่สุดและ The Langsuan Lounge ที่ตั้งใจจะให้เป็น Rooftop Terrace เหนือกว่า โรงแรม 6 ดาว เป็นต้น อีกไฮไลท์สำคัญคือ โครงการ SCOPE Promsri คอนโดมิเนียม 8 ชั้น ที่วางเป้าหมายให้เป็นโครงการคอนโดมิเนียมที่ดีที่สุดในประเทศไทยทั้งด้านคุณภาพ และการออกแบบ โดยถือเป็นโครงการแรกในเอเชียที่ collaborate กับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับโลก Ligne Roset ซึ่งออกแบบและผลิตพิเศษในประเทศฝรั่งเศสเพื่อโครงการนี้โดยเฉพาะ พร้อมกันนี้ นายยงยุทธ ยังกล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า มีผลกระทบในเรื่องการก่อสร้างที่ช้าลง แต่เรื่องยอดขายนั้นทำได้ดีทีเดียว ด้วยสินค้าที่เน้นเรื่องคุณภาพ และความแตกต่างอย่างโครงการ SCOPE Langsuan และ SCOPE Promsri นั้นแทบไม่ได้รับผลกระทบเรื่องยอดขาย เพราะเป็นสินค้าคุณภาพสูง และผู้ซื้อของ SCOPE เป็น Real Demand คือซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงไม่ใช่ซื้อเพื่อเก็งกำไร และเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อจริงๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดในธุรกิจดังกล่าว คือ การดูแลทุกคนให้ดี ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ลูกค้า พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ Supplier ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงการใหม่ๆ ของบริษัทในอนาคต ได้วางแผนพัฒนาโครงการใหม่ๆ เพิ่มเติม เพื่อสร้างการเติบโตให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการในอนาคตจะยังคงเป็นโครงการในระดับอินเตอร์เนชั่นแนล พรีเมียม ในทําเลที่เป็นที่ปรารถนาของลูกค้า นอกจากนี้ บริษัทจะมีการเปิดตัวธุรกิจที่ดูแลบริหาร จัดการด้าน Hospitality ซึ่งเป็นมากกว่าการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น สะท้อนวิสัยทัศน์ของบริษัทซึ่งเป็น Lifestyle Company ที่ไม่ได้พัฒนาเพียงพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัย แต่พัฒนาประสบการณ์การใช้ชีวิต (Living Experience) ให้กับผู้อยู่อาศัยในโครงการด้วย