ภารกิจสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคภายใต้นโยบายรัฐบาล

ประชาสัมพันธ์4 ก.ค. 2563 • 10:48 น.
ภารกิจสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคภายใต้นโยบายรัฐบาล
การพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย โครงการสัมมนาความรู้ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัล มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคแก่ประชาชนให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในการทำธุรกรรมออนไลน์ และการสั่งซื้อสินค้าและบริการผ่านระบบออนไลน์ รวมถึงสิทธิของตน อันเป็นการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชน และสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย การพัฒนาสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก โครงการรณรงค์และสร้างความตระหนักให้แก่องค์กรผู้บริโภค องค์กรสิ่งแวดล้อมและภาคธุรกิจในแนวทางการบริโภคอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ดังนี้ (1) กิจกรรมคลินิก สคบ. มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคให้แก่สมาชิกสมาพันธ์ชมรมคุ้มครองผู้บริโภคกรุงเทพมหานคร เพื่อนำทักษะที่ได้ รับจากการอบรมไปใช้ถ่ายทอดความรู้และความสะดวกและให้แก่ประชาชนในชุมชน (2) กิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคสำหรับผู้สูงอายุ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง และการมีส่วนร่วม รวมถึงส่งเสริมให้เกิดความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาของการบริโภคสินค้าและบริการ เพื่อนำทักษะที่ได้รับจากการอบรมไปใช้ถ่ายทอดความรู้และอำนวยความสะดวกและให้แก่ประชาชนในชุมชน การปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ (1) โครงการพัฒนาระบบร้องทุกข์ผู้บริโภค มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งเรื่องร้องทุกข์ผ่านระบบออนไลน์ และติดตามสถานะเรื่องร้องเรียนได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ในการบริหารจัดการและประมวลผลข้อมูล เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ (2) โครงการพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เป็นการเชื่อมโยงฐานข้อมูลและบริหารจัดการข้อมูล ร่วมกับหน่วยงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค จำนวน 28 หน่วยงาน โดยเชื่อมโยงข้อมูล 6 ประเภท ได้แก่ ข้อมูลบุคคล ข้อมูลนิติบุคคล ข้อมูลร้องทุกข์ผู้บริโภค ข้อมูลอนุญาตประกอบธุรกิจ ข้อมูลเตือนภัย/ข่าวสาร/องค์ความรู้ และข้อมูลการดำเนินคดี เพื่อนำไปพัฒนาบริการภาครัฐให้กับประชาชน (3) การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน (Big projects) มีการระดมความคิดเห็น ภาครัฐภาคเอกชน และภาคประชาชน จำนวน 18 หน่วยงาน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหน่วยงาน สภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหา ในเรื่องการซื้อขายออนไลน์ และเฝ้าระวังเตือนภัยในยุค 4.0 (4) โครงการพัฒนาระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ร้องเรียน ลดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียน เพื่อให้สอดคล้อง กับมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) (5) โครงการพัฒนาระบบจดทะเบียนธุรกิจออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ขอยื่นจดทะเบียนธุรกิจขายตรงและธุรกิจตลาดแบบตรง ลดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการเดินทาง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และ กระบวนการยุติธรรม (1) โครงการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ (ร่าง) ประกาศให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และนำข้อมูลที่ได้มาปรับแก้ไข ปรับปรุง (ร่าง) ประกาศฯ ให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์และสภาพสังคมในปัจจุบัน (2) โครงการจัดทำแผนพัฒนากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2566 ซึ่งมีกิจกรรม จำนวน 3 กิจกรรม ได้แก่ 1) กิจกรรมสัมมนา เพื่อถ่ายทอดแผนพัฒนากฎหมาย 2) กิจกรรมสัมมนาเพื่อจัดทำร่างแผนพัฒนากฎหมาย และ 3) กิจกรรมสัมมนาเพื่อติดตามการดำเนินการแผนพัฒนากฎหมาย การแก้ไขปัญหาในการดํารงชีวิตของประชาชน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจัดให้มีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์สำหรับรับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชน รวมทั้งจัดช่องทางในการรับเรื่องร้องทุกข์ผ่านทางไปรษณีย์ และเว็บไซต์ www.ocpb.go.th โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภค จำนวนทั้งสิ้น 10,876 ราย ซึ่งแบ่งตามประเภทเรื่องร้องทุกข์ได้ดังนี้ (1.1) ด้านโฆษณา ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภค จำนวน 4,032 ราย (1.2) ด้านสัญญา ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภค จำนวน 2,583 ราย (1.3) ด้านฉลาก ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภค จำนวน 2,291 ราย (1.4) ด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภค จำนวน 1,970 ราย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ดำเนินการแก้ไขให้ผู้บริโภค จำนวนทั้งสิ้น 3,772 ราย เป็นเงิน 416,701,050.61 บาท และดำเนินคดีแทนผู้บริโภค จำนวนทั้งสิ้น 2,102 ราย เป็นเงิน 171,504,408.49 บาท นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ดำเนินคดีที่ผู้บริโภคได้รับเงินคืนจากการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาล จำนวนทั้งสิ้น 16 คดี เป็นเงิน 4,566,371.49 บาท รวมทั้งได้ดำเนินการ ยึด/อายัดตามคำพิพากษาศาล จำนวนทั้งสิ้น 15 คดี เป็นเงิน 4,107,131.82 บาท สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีภารกิจตรวจสอบพฤติการณ์ผู้ประกอบธุรกิจ และให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ดังนี้ (1) การลงพื้นที่ตรวจสอบฉลากสินค้าชุดสังฆทานและชุดไทยธรรม (2) การลงพื้นที่ตรวจสอบเต็นท์รถมือสอง (3) การออกตรวจผู้ประกอบธุรกิจขายรถยนต์ที่มีการจอง (4) การลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัย พัฒนาระบบการให้บริการประชาชน (1) ระบบติดตามการปฏิบัติงานเพื่อการบริหารงานขององค์การ เป้าหมายที่สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดเกณฑ์การให้คะแนน 10 คะแนน โดยพิจารณาจากการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการติดตามและบริหารงานอย่างเป็นระบบ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนด (2) การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในองค์กร เป้าหมายที่สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดเกณฑ์การให้คะแนน 10 คะแนน พิจารณาจากการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การบริหารจัดการภายใน การอำนวยความสะดวกประชาชน การบริหารภาครัฐ และการเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงานที่เป็นประโยชน์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนด (3) การสร้างคุณธรรม จริยธรรมในองค์การ เป้าหมายที่สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดเกณฑ์การให้คะแนน 10คะแนน พิจารณาจากการประเมินตนเองในเรื่องเกี่ยวกับ การปฏิบัติงาน/บริหารงานโดยยึดหลัก คุณธรรม จริยธรรม การยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และการเป็นแบบอย่างที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของราชการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนด ผลการดำเนินงานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) (1) การบูรณาการร่วมกันในการจัดทำมาตรการความปลอดภัยในการให้บริการจัดส่งอาหารและพัสดุ (2) การลงพื้นที่ตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้ให้บริการจัดส่งอาหารและพัสดุ ร้านหมูทอดเจ๊จง พบว่าทางร้านได้ปฏิบัติตามมาตรการที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) กำหนด (3) การลงพื้นที่ตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้ให้บริการจัดส่งอาหารและพัสดุ ณ ศูนย์กระจายสินค้า บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพลส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) พบว่า บริษัทฯ มีมาตรการต่าง ๆ ปฏิบัติตามมาตรการที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) กำหนด (4) การร่วมพิธีมอบปฏิญญาความร่วมมือมาตรการความปลอดภัยในการให้บริการและจัดส่งพัสดุ ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก 17 บริษัท ในการกำหนดมาตรการความปลอดภัย และมีการแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจน เพื่อเป็นการยกระดับในการจัดส่งอาหารและพัสดุแก่ผู้บริโภค (5) การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าที่พักอาศัย โดยผู้ประกอบการให้ความช่วยเหลือประชาชนด้วยการลดราคาค่าเช่าหอพักร้อยละ 50 เป็นระยะเวลา 3 เดือน (6) การลงพื้นที่ตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยของร้านเดอะพิซซ่า คอมปะนี (The Pizza Company) พบว่า ทางร้านได้ปฏิบัติตามมาตรการที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) กำหนด (7) การลงพื้นที่ร่วมกับกรมการค้าภายใน บก.ปคบ. และ สภ.ปากเกร็ด เพื่อตรวจสอบบรรจุแอลกอฮอล์ พบว่า มีอุปกรณ์สำหรับผลิตแอลกอฮอล์เจลแบ่งบรรจุแล้ว โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้รวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป (8) การลงพื้นที่ตรวจบริษัทผลิตหน้ากากอนามัย พบว่า มีการจัดทำของฉลากสินค้า แต่มีรายละเอียดไม่ครบถ้วนตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก จึงได้รวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการ ตามกฎหมายต่อไป (9) การลงพื้นที่ตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้ให้บริการจัดส่งอาหารและพัสดุ ณ ตลาดเมืองทอง 1 จำนวน 3 ร้าน ร้านจูนิซูชิสาขา 4 ร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน ร้านส้มตำ 20 จากการตรวจสอบผู้ให้บริการจัดส่งอาหาร พบว่า ได้ปฏิบัติตามมาตรการที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) กำหนด (10) การลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบการธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบเพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ พบว่า เลขการจดแจ้งที่ปรากฏบนผลิตภัณฑ์ได้มีการยกเลิกไปแล้ว รวมถึงขวดบรรจุเจลล้างมือไม่ได้จัดทำฉลากภาษาไทย จึงได้รวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป (11) การลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ผลิตสินค้าหน้ากากอนามัยในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ พบว่า หน้ากากอนามัยที่ใช้ในการแพทย์ มีการจัดทำของฉลากสินค้า แต่มีรายละเอียดไม่ครบถ้วนตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก รวมถึงมีการใช้ข้อความที่เข้าข่ายอวดอ้างสรรพคุณของสินค้าที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญ จึงได้รวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป (12) การลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินราคา (13) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมหารือกับตัวแทนสายการบิน 13 สายการบิน เรื่องการคืนเงินให้กับผู้บริโภคที่ต้องการยกเลิกการเดินทาง โดยสายการบินพร้อมคืนเงินให้กับผู้บริโภค ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ของกรมการท่องเที่ยว (14) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ดำเนินการเรื่องร้องเรียนกรณีซื้อสินค้าหรือบริการแล้วผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญา ที่ผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากการจองตั๋วเครื่องบิน กรณีโรงเรียนไม่สามารถจัดให้มีการเรียนการสอนได้ตามสัญญา สคบ. ได้ดำเนินการเจรจาไกล่เกลี่ย ข้อพิพาท โดยได้รับการเยียวยาไปแล้วมูลค่าประมาณ 3,525,000บาท และนำเรื่องเสนอคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจ (เอเจนซี่) และผู้ประกอบธุรกิจสายการบิน เพื่อบังคับให้ร่วมกันคืนเงินให้ผู้บริโภคมูลค่าประมาณ 1,060,000 บาท พร้อมทั้งส่งเรื่องให้กรมการท่องเที่ยวพิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 ผลงานสำคัญภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเทวัญ ลิปตพัลลภ) (1) การประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเทวัญ ลิปตพัลลภ) ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้พิจารณาดำเนินคดีแทนผู้บริโภคจำนวน ๖ ครั้ง มีมติให้ดำเนินคดีแทนผู้บริโภคจำนวน 57 เรื่อง เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 20,450,072บาท (2) การลงพื้นที่จัดกิจกรรม “รณรงค์เล่นพลุ ประทัด ดอกไม้เพลิง ลอยกระทงปลอดภัย ประชาชนมีความสุข” ณ จังหวัดราชบุรี เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการเล่นพลุ ประทัด ดอกไม้เพลิง และตรวจสอบความปลอดภัยของสถานที่สำหรับลอยกระทงของประชาชน และผู้ประกอบธุรกิจที่จัดทำฉลาก โดยใช้ข้อความที่เป็นเท็จหรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค (3) การลงพื้นที่ติดตามแก้ไขปัญหากรณีวัดในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ให้ผู้ประกอบธุรกิจเช่าพื้นที่ เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวชาวจีนและจำหน่ายวัตถุมงคลในราคาสูง อนึ่งในตรวจสอบพบการจำหน่ายพระเครื่องที่มีการเลี่ยมกรอบโดยใช้ทองรูปพรรณ ซึ่งถือเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดอายัดและพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป (4) การลงนามในปฏิญญาความร่วมมือการจำหน่ายกระเช้าของขวัญ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กระเช้าของขวัญ จำนวน 21 ราย (5) การประชุมหารือ “มาตรการการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้บริการสายการบิน” ร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมตรวจเยี่ยมและรณรงค์ประชาสัมพันธ์การใช้บริการสายการบิน (6) การลงพื้นที่จับกุมผู้ให้บริการลวดดัดฟันแฟชั่น ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ 1/2561 (7) การลงพื้นที่รณรงค์กิจกรรม “สคบ. ห่วงใย...ปลอดภัยปีใหม่จีน” ณ ตลาดเล่งบ๊วยเอี๊ย ถนนเยาวราช กรุงเทพมหานคร ตรวจสอบสินค้าที่นิยมจำหน่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีน พร้อมกับทดสอบความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งผลการทดสอบไม่พบสารสารบอแรกซ์ สารฟอร์มาลีน สารฟอกขาวและสารกันรา (8) การลงพื้นที่จัดกิจกรรม “วาเลนไทน์สุขใจ ดอกไม้ไร้สารพิษ” และสุ่มเก็บตัวอย่างดอกไม้สด (ดอกกุหลาบ) โดยผลการสุ่มตรวจ จำนวน 15 ร้าน จำนวน 30 ตัวอย่าง ซึ่งผลการตรวจสอบ ไม่พบ สารฟอร์มาลีน (9) การเป็นประธานการประชุมกรณีบริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กรณีประกาศลดราคารถยนต์เซฟโรเลตบางรุ่นสูงสุด 50% ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เสนอให้บริษัทฯ ช่วยเหลือและดูแลลูกค้าภายหลังการขายเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น (10) การมอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคดำเนินการปราบปรามผู้กระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 เรื่อง ห้ามขายหรือห้ามให้บริการสินค้า “บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้า” ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งได้มีการลงพื้นที่จับกุมผู้จำหน่ายสินค้าดังกล่าว จำนวน 65 แห่ง พร้อมของกลางทั้งหมด ดังนี้ เตาบารากู่พร้อมให้บริการ จำนวน 865 เตา และ บุหรี่ไฟฟ้า 2,716 ตัว รวมเป็นเงินมูลค่ากว่า 12 ล้านบาท จากการดำเนินการด้านการปราบปรามสินค้าบารากู่ บารากู่ไฟฟ้า และบุหรี่ไฟฟ้าที่ผ่านมาทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เล็งเห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานจึงได้มอบรางวัล วันงดสูบบุหรี่โลก World No Tobacco Day Awards 2020 ซึ่งเมื่อวันที่๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ดร. แดเนียล เคอเทสต์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยเป็นผู้มอบรางวัล โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเทวัญ ลิปตพัลลภ) ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นผู้รับมอบรางวัล