กทม. ขึ้นราคา104บาท หวังกดดันต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว? ชี้ถ้าไม่ไหวอย่าฝืน!
กลายเป็นหนังเรื่องยาวกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) พยายามต่อสัมปทาน “รถไฟฟ้าสายสีเขียวสายหลัก และ ส่วนต่อขยาย” ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ให้กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ออกไปอีก 30 ปี ทั้งที่จะครบอายุสัมปทานในปี 2572 หรือยังมีเวลาอีกประมาณ 8 ปีนับจากนี้
ย้อนรอยไปสักนิดว่า ที่มาที่ไปของการดำเนินการขยายสัมปทานเป็นอย่างไร กล่าวคือ เริ่มเกิดจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ตาม ม.44 ซึ่งมีข้อยกเว้น พ.ร.บ.การร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน จนกลายเป็นข้อครหาว่าถึงความไม่ชอบมาพากล และถือว่าไม่ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายปกติ จึงถูกมองและวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานาถึงความไม่ปกติ
นอกจากนี้ เมื่อครบอายุสัญญาสัมปทานแล้ว หลังจากนั้น กทม. ก็สามารถเข้าไปบริหารจัดการเองได้ หรือถ้าไม่อยากบริหารจัดการเอง ก็หาผู้เดินรถรายใหม่ด้วยการเปิดประมูลเลือกเอกชนที่ให้ประโยชน์สูงสุดกับรัฐ บนเงื่อนไขอัตราค่าโดยสารที่เป็นธรรมกับประชาชน ก็น่าจะเป็นหนทางที่โปร่งใส มากกว่าการต่ออายุสัมปทานกับรายเดิม
แต่ที่ชวนสงสัยอีกประเด็น กว่านั้น คือ กรณีที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจ และสามารถประติดประต่อได้ คือ กทม. มีงบประมาณสะสมปลอดภาระผูกพันสูงถึง 53,568 ล้านบาท
ซึ่งถ้า กทม. มีเงินหลายหมื่นล้านขนาดนี้ เหตุใดถึงบอกว่า ไม่มีเงินจ่ายหนี้กับ BTS จากการจ้างเอกชนวิ่งให้บริการส่วนต่อขยาย ที่ตอนนี้มีมูลค่าแตะ 9,000 ล้านบาท แต่กลับบอกว่า ไม่มีเงินจ่ายหนี้
ถัดมา “นายชัชชาติ” ยังโพสต์ อีกว่า “จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2561 มีแต่เรื่องโอนรถไฟฟ้า แต่ไม่มีระบุว่า กทม.ไม่ต้องเก็บค่าโดยสาร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่แปลกสำหรับการบริหารว่า สามารถจ้างไปก่อนเกือบหมื่นล้านบาทโดยยังไม่รู้ว่าจะเอางบประมาณที่ไหนจ่าย”
แว่วมาว่า ท้ายที่สุด พยายามหาทางออกโดยการให้รัฐบาลนำเงินมาจ่ายหนี้ หลังการบริหารที่ผิดพลาด จนก่อเป็นหนี้มหาศาลในเวลาไม่กี่ปี แต่ต้องมาเอาภาษีของประชาชนมาชำระหนี้ โดยเฉพาะชาวต่างจังหวัด ที่ไม่ใช่ผู้ใช้บริการหลักอย่างคนเมืองกรุงฯ ต้องมาแบกรับภาระดังกล่าว
อีกทั้งก่อนหน้า ในปี 2555ในสมัยผู้ว่าฯกทม. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เคยว่าจ้างเอกชน เดินรถ เป็นเวลา 30 ปี ซึ่งโดยไม่ผ่าน พรบ.ร่วมทุนฯ โดยใช้บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (KT) จ้าง BTS เดินรถ โดยในขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบอยู่ในชั้นสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งควรจะรอให้คดีพิพาทสิ้นสุดก่อนหรือไม่
ไม่เพียงเท่านั้น กทม. ยังถูกนักการฝ่ายค้านและ รัฐบาลโจมตีว่า ซ้ำเติมประชาชนในห้วงเวลาวิกฤติของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่เหมือนเอาประชาชนมาเป็นตัวประกัน หลังพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการ กทม. ได้ลงนามออกประกาศเตรียมปรับขึ้นราคาค่าโดยสารสูงสุดอยู่ที่ 104 บาทตลอดสาย ทั้งที่จากการคำนวณของกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กระทรวงคมนาคม ออกมาบอกว่า ราคาที่แท้จริงแล้ว สามารถนำมาให้บริการได้ถูกกว่า 65 บาทตลอดสายอย่างแน่นอน
หนำซ้ำ! ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย(มท.) และ กทม.เพื่อขอเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลการศึกษาของโครงการ แนวทางการกำหนดอัตราค่าโดยสาร ต้นทุนของโครงการ และเอกสารอื่นๆ เพื่อนำมาศึกษา และให้ความเห็นต่อ ครม. เพื่อให้เกิดการลดอัตราค่าโดยสารสูงสุดจาก 65 บาท ที่ กทม. เสนอใช้เป็นฐานถึงปี พ.ศ.2602 (38 ปี) ลงเหลือไม่เกินอัตราแนวทางที่ระบบรถไฟฟ้าสายอื่นๆในสังกัดกระทรวงคมนาคมกำหนดใช้ เช่น สีน้ำเงิน สีชมพู สีเหลือง สีม่วง ฯลฯ ที่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่ 42 บาท แต่กระทรวงคมนาคมยังไม่ได้รับเอกสารที่เกี่ยวข้องดังกล่าว นับจากวันที่ขอเอกสาร จนถึงวันนี้ รวมเป็นเวลาประมาณ 1 เดือนผ่านมาแล้ว
แบบนี้! มีข้อเสนอจากคนในวงการคมนาคม ที่ออกมาระบุอย่างมีเหตุผลว่า หาก กทม. ไม่สามารบริหารได้ต่อไป หรือบริหารไม่เป็น และไม่ไหวแล้ว แนวทางที่น่าสนใจ คือ การเสนอ ครม. เพื่อให้มติส่งคืนโครงการให้กับกระทรวงคมนาคมกลับไปบริหารอย่างผู้เชี่ยวชาญ ยิ่งจะเป็นประโยชน์ประชาชนสูงสุด จะเป็นไปได้หรือไม่
ต้องจับตาต่อไปว่า เรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร กทม. ยังเดินหน้าขึ้นราคา 104บาท ต่อไปหรือไม่ พร้อมคำถามและความสงสัยที่สังคมรอคำตอบอยู่ นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการปากท้อง และการใช้ชีวิตของคนกรุงฯ และปริมณฑล อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่สำคัญ ทั้งกระทรวงคมนาคม และกรรมาธิการการ คมนาคม สภาผู้แทนราษฎร เตรียมให้ชี้แจงและขอคำตอบถึงเรื่องดังกล่าวอย่างบริสุทธิ์ใจ หลังที่ผ่านมา กทม. ไม่เคยให้ความร่วมมือเลยเป็นเพราะอะไร?