HIDA รุ่นที่ 2 ฟังบรรยาย ศาสตร์ดุลยภาพบำบัดกระบวนทัศน์ใหม่
HIDA รุ่นที่ 2 ฟังบรรยาย ศาสตร์ดุลยภาพบำบัดกระบวนทัศน์ใหม่ด้านสุขภาพและการแพทย์ที่ประยุกต์เพื่อป้องกันและรักษาโรคด้วยตนเอง และศาสตร์แพทย์แผนจีนที่มีมายาวนานกว่า2500ปีเน้นปรับสมดุลร่างกายป้องกันโรค
เข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 ของการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตนวัตกรรมการจัดการสุขภาพยุคดิจิทัล หรือ HIDA รุ่นที่ 2 ณ โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซค์ พันเอกหญิงผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์ดังใจ สุวรรณกิตติ ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ดุลยภาพบำบัด กล่าวบรรยายในหัวข้อ “ศาสตร์ดุลยภาพบำบัด” ว่า ดุลยภาพบำบัด คือ วิธีการป้องกันบำบัดรักษาโรคและบำรุงสุขภาพ ด้วยการปรับความสมดุลโครงสร้างของร่างกาย ดุลยภาพบำบัดจึงเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ด้านสุขภาพและการแพทย์ที่ประยุกต์ใช้ความรู้พื้นฐานทางกายวิภาคและสรีรวิทยา อย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อป้องกันและรักษาโรคด้วยตนเอง
หัวใจหลักของศาสตร์ดุลยภาพบำบัด ประกอบด้วย โครงสร้าง กายวิภาค การทำงานของอวัยวะต่างๆ และ ตำแหน่งของโครงสร้าง ทุกอย่างนำมาประสานรวมกัน โดยใช้หลัก 7E ประกอบด้วย 1.EDUCATION เริ่มสังเกตตัวเอง เข้าใจตัวเอง 2.EQUILIBRIUM ความสมดุล คือ ความไม่มากเกินไป หรือ น้อยเกินไป 3.EATING การรับประทานอาหารในแต่ละมื้อเป็นอย่างไรให้เกิดความสมดุล 4.EXCRETION สารคัดหลั่งที่จะบ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย 5.EXERCISE การออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อการเต้นของหัวใจ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่กีฬาหลายอย่างมีผลกระทบต่อโครงสร้างร่างกายของมนุษย์ เมื่อเราทราบว่า ร่างกายเรามีจุดอ่อนอะไร เราควรจะหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายบางประเภท 6.EMOTION อารมณ์ ภาวะทางอารมณ์มีผลต่อระบบโครงสร้างร่างกาย ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ และ 7.ENVIRONMENT สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นมีผลต่อสภาวะร่างกาย
และช่วงที่ 2 แพทย์จีนมุกดา โทแสง ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์แพทย์แผนจีน หัวหน้าสาขาการแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา กล่าวบรรยายในหัวข้อ “ศาสตร์การแพทย์แผนจีน” ว่า ศาสตร์การแพทย์แผนจีนได้เข้ามาในประเทศไทยกว่า 10 ปี แต่ในประเทศไทยยังมีเรื่องของกฎหมายอาจทำให้ยังปฏิบัติได้ไม่เต็มที่
แพทย์จีนมองร่างกายเป็นปัญจธาตุ หรือ 5 ธาตุ ที่เกิดขึ้นเมื่อ 2500 ปีที่แล้ว แต่ได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 แพทย์จีนได้เข้ามามีบทบาทในการควบคุมและรักษา โดยใช้ยาหวังเหลียนชิงเวิน เพื่อรักษาไข้ที่เกิดจากความร้อนในร่างกาย นำมาฆ่าเชื้อไวรัส
การรักษาแบบแพทย์แผนจีนมีจุดประสงค์เพื่อรักษาสมดุลของพลังชีวิต ชาวจีนโบราณนั้นเชื่อว่าภายในร่างกายมนุษย์นั้นมี ชี่ ที่หมายถึงพลังชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย เป็นพลังงานที่ไม่สามารถมองเห็นได้ ซึ่งชี่นั้นประกอบไปด้วย หยิน เป็นพลังในทางลบ ความเย็น ความมืด
ส่วน หยาง เป็นพลังในทางบวก ความร้อน แสงสว่าง ในร่างกายของมนุษย์ต้องมีทั้งหยิน และ หยาง ต้องมีความสมดุลกัน แต่เมื่อร่างกายเกิดความเครียด มีอารมณ์ขุ่นมัว รับประทานอาหารที่ไม่ดี หรือประสบกับมลพิษก็จะทำให้หยินและหยางเสียสมดุล ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเจ็บป่วยได้
ปัจจัยก่อให้เกิดโรคทางแพทย์แผนจีน เกิดจากหยิน เช่น ลม ความเย็น ร้อนชื้น ชื้น แห้ง ไฟ ภาวะทางอารมณ์ เช่น โกรธ ยินดี เศร้า วิตกกังวล หวาดกลัว ตกใจ ครุ่นคิด การกินอาหารไม่เป็นเวลา การใช้แรง การเกิดอุบัติเหต ของเสียที่เกิดจากกระบวนการเมตาบอริซึม เช่น เสมหะ เลือดคั่ง เนื้องอก และ โรคระบาด หลักการรักษาใช้การวิเคราะห์ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนโดยแพทย์แผนจีนใช้วิธีการดูลิ้น เพราะ ลิ้นเป็นการบอกว่าอวัยวะในร่างกายเราเป็นอย่างไร และ ใช้วิธีการจับชีพจร
การรักษาแบบแพทย์แผนจีน ใช้วิธี ฝังเข็ม ทุยหนา กัวซา ครอบแก้ว อบสมุนไพร และ การบำบัดด้วยดูดซึมยาจีนตามเส้นลมปราณ เป็นการกระตุ้นจากภายนอก ชี่และเลือดของอวัยวะภายในและเส้นลมปราณไหลเวียนสะดวกทำให้หยินหยางในร่างกายเกิดความสมดุล สำหรับการรักษาด้วยการฝังเข็ม องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ให้การรับรองจากงานวิจัย พบว่าโรคบางประเภท กรดไหลย้อน ปวดหัว ปวดศรีษะไมเกรน รักษาโดยใช้การฝังเข็มให้ผลการรักษาดีเทียบเท่า หรือ มากกว่าการใช้ยา ปลอดภัย และไม่มีผลข้างเคียง
ก่อนเริ่มการอบรมทางหลักสูตรได้จัดให้มีช่วง “ Hida Executive Talk ” เปิดเวทีให้ผู้เข้าอบรมได้บอกเล่าประสบการณ์ในการทำงานสาขาต่างๆ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับทราบ ในครั้งนี้ นายอภิศักดิ์ ธนเศรษฐกร กรรมการบริษัท ไทยนิวส์เน็ตเวิร์ค ( ทีเอ็นเอ็น ) จำกัด และ ที่ปรึกษาประธานกรรมการบริหาร บริษัททรูวิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด ได้กล่าวบรรยายในหัวข้อ “บทบาทสื่อในสถานการณ์โควิด-19” ว่า
จากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ที่มีจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตลดลง ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกำหนดให้ COVID-19 จาก “โรคติดต่ออันตราย” เป็น “โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป
ดังนั้น สื่อมวลชน ไม่ควรทำหน้าที่เพียงสะท้อนข้อมูลจากรัฐบาล แต่ควรคิดประเด็นและการนำเสนออย่างเป็นระบบมากกว่าเดิม การทำหน้าที่สื่อสารมวลชนที่ต้องสื่อสารในช่วงภาวะฉุกเฉินนั้นยังต้องอาศัย 3 อย่าง คือ 'Be first' รายงานในข้อเท็จจริง, 'Be right' พูดในสิ่งที่ถูกต้อง อัพเดตข้อมูลใหม่ๆ อยู่เสมอ และ 'Be Credible' ต้องมีความน่าเชื่อถือ ไม่บิดเบือนข้อมูลข่าวสารสื่อควรจะให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ขณะที่ภาครัฐต้องสื่อสารกับประชาชนด้วยข้อเท็จจริงที่ชัดเจน อย่างตรงไปตรงมา และเข้าใจง่าย ภาคประชาชน ควรเปิดรับข้อมูลข่าวสารหลาย ๆ ด้าน อย่าเพิ่งด่วนเชื่อแม้ข้อมูลนั้นมาจากการแถลงของภาครัฐก็ตาม
ผลจากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ได้ก่อให้เกิดความปกติในรูปแบบใหม่ การดำเนินวิถีชีวิตแบบใหม่เกิดขึ้นในสังคมไทย (New Normal) เช่น ธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรม 5 จี การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Wellness Tourism คืนความสมดุลให้สิ่งแวดล้อม ปรับวิถีชีวิตใหม่/มีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น กระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น และ Digital Healthcare ไม่ต้องการให้คนมารวมตัวกันที่โรงพยาบาล แต่ให้คำปรึกษาผ่านTelemedicine