ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุวัฒน์นานาชาติ เผยเคล็ดลับ สุนทรียศาสตร์กระชากวัย
สุขภาพที่แข็งแรง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนมีอายุยืนยาว ในปัจจุบันจึงมีความพยายามที่จะใช้วิธีการทางการแพทย์เข้ามาช่วยชะลอวัย หรือกระชากวัย แต่ทำได้ในระดับหนึ่ง เพราะเทคนิคการชะลอวัยที่ได้ผลจริง เป็นสุนทรียศาสตร์ที่ต้องเกิดจาก กาย และจิตวิญญาณของแต่ละคน
นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุวัฒน์นานาชาติบอกเล่าถึง “สุนทรียศาสตร์ กระชากวัย” ให้ผู้เข้ารับการศึกษาหลักสูตรสุนทรียศาสตร์และศิลป์สำหรับผู้บริหารระดับสูง หรือ Aesthetics Top Art รุ่นที่ 2 ถึงเทคนิคการชะลอวัยที่มีเงินก็ซื้อกลับคืนมาไม่ได้ แม้หลายคนจะพยายามชะลอความแก่ เช่นการดึงหน้า หรือฉีดโบท็อกซ์ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้คือเสียง ดังนั้นคนที่จะเป็นหมอชะลอวัยได้ดีที่สุดคือตัวเราเอง โดยเริ่มจาก “ระบบสมอง” ซึ่งการเกิดสุนทรียะที่ดีที่สุดคือการคุยกับ “ปราชญ์ของโลก” ด้วยการอ่านหนังสือที่ปราชญ์เขียน และคุยกับคนที่มีภูมิธรรมที่ดี โดยให้ลองสังเกตุผู้ที่มาสอบสัมภาษณ์อย่างมีระบบมักเป็นคนชอบอ่านหนังสือ หรือนักการเมืองที่ต้องกล่าวกับประชาชนก็ต้องเป็นนักอ่านและนักเขียนที่ดี เพราะทำให้เกิดสุนทรียะในการปรับสมองให้เป็นระบบ
ผู้ที่มีสุนทรียะคือผู้ที่มีเสน่ห์ หรือ Charisma ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เงินก็ซื้อไม่ได้ ยกตัวอย่างบุคคลสำคัญของโลก อาทิ ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ , ประธานเหมาเจ๋อตุง,มหาตมะคานธี หรือหลวงปู่ครูบาอาจารย์หลายท่านที่มีความเมตตานั่นคือ charisma ซึ่งมักพบในบุคคลที่มีเมตตาสูง
นอกจากนี้ยังยกตัวอย่างนางวิสาขา มหาอุบาสิกาเมื่อครั้งพุทธกาล ผู้เป็นเบญจกัลยาณี หรือผู้มีลักษณะงดงาม 5 ประการ คือผู้มีผมงามเหมือนหางนกยูง,เนื้องาม คือมีริมฝีปากแดงเหมือนลูกกตำลึงสุก เรียบสนิทมิดชิดดี, กระดูกงาม คือฟันงาม ขาวเหมือนสังข์และเรียบเสมอเหมือนเพชรเรียง,ผิวงาม คือถ้าผิวดำก็ดำสม่ำเสมอเหมือนดอกอุบล ถ้าขาวก็ขาวเหมือนกลีบดอกกรรณิการ์,วัยงาม คืองามทุกวัย เนื้อหนังเต่งตึงจนแก่ แม้คลอดบุตรชายหญิงอย่างละ 10 คน และมีหลานเหลน รวมกันถึง 8,420 คน เมื่ออยู่รวมกันไม่มีใครดูออกว่า คนไหนคือนางวิสาขาจะรู้ก้ต่อเมื่อพยุงตัวลุกขึ้น และมีอายุยืนถึง 120 ปี มีพละกำลังเท่ากับ 7 ช้างสาร
ความลับของการชะลอวัยจึงมาจากความเมตตาที่อยู่ภายใน ซึ่งคนที่มีเมตตาแท้ จะสังเกตได้ที่ดวงตาที่เปล่งประกาย กล้ามเนื้อรอบตาจะยิ้ม ซึ่งยิ้มจากภายใน จะแตกต่างจากคนที่ฉีดโบท็อกซ์ให้หน้าตึง ที่เกิดจากการบล็อคกล้ามเนื้อกับเส้นประสาทให้เกิดอาการเหมือนเป็นอัมพาต เวลายิ้มจะแข็งเพราะหน้าถูกบล็อคไว้ ลักษณะของคนที่มีเมตตาจะทำดีแม้กระทั่งกับคนอื่นที่มีสถานะทางสังคมด้อยกว่า ความเมตตานั้นก็จะยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
วิธีการคัดเลือกคนที่มีเมตตา หากเป็นไปได้ให้พาไปเอาท์ติ้ง ทริป 1วัน หรือ 1 คืน จะทำให้เห็นนิสัยตัวตนของคนนั้น เพราะเสียเวลาในวันนี้ดีกว่าเสียอนาคต
คนที่มีเสียงของความเมตตาก็หาซื้อไม่ได้เช่นกัน ให้สังเกตเวลาที่คุยกับคอลเซ็นเตอร์ เราจะรู้ได้ทันทีว่าคนที่พูดคุยกับเราอยู่นั้นเขายิ้มให้บริการหรือเขารำคาญเรา และให้ดูว่าเด็กกับสัตว์จะเดินเข้าหาใครแสดงว่าคนนั้นมีเมตตา
เสียง ที่เมตตา เงินซื้อไม่ได้ เช่น เสียงพนักงานคอลเซนเตอร์ที่เราฟังแล้วรู้ว่าเขาพูดแล้วยิ้มหรือรำคาญเรา ให้ดูเด็กกับสัตว์เข้าหาคนนั้น แสดงความคนนั้นมีเมตตา ยกตัวอย่างพระสังฆราชไก่เถื่อน สมญานามของ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (สุก ณาณสังวร) สังฆราชองค์ที่ 4 ของกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีกระแสแห่งความเมตตาไปยังสัตว์ป่าทั้งหลาย เช่นไก่ป่า ที่เข้าหาและเดินตามท่านเหมือนเป็นไก่บ้าน หรือแม้แต่ ท่านเจ้าคุณนรฯ พระอรหันต์กลางกรุง ที่เคยเป็นมหาดเล็กต้นห้องบรรทมรัชกาลที่ 6 ที่ละทิ้ง ลาภ ยศ เงินทองเพื่อถวายความจงรักภักดีและความสงบสุข เป็นสุนทรียะที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อเสมอไป
เคยมีการศึกษาหนึ่ง จะให้ดูคนที่ทำเพื่อคนอื่นแล้ววัดสารแห่งความสุข เช่นการเห็นคนอื่นทำความดีด้วยการช่วยหมาจร หมาที่บาดเจ็บ ทำความดีกับคนรอบข้าง แม้เราไม่ได้ช่วยแต่ยินดีหรืออนุโมทนาบุญกับการทำความดีของเขา จะส่งผลให้เซลประสาทกระจกเงา Mirror Neuron ก็จะสร้างสารแห่งความสุขขึ้นมาได้ เรียกว่าบุญสนองทันตา ถือเป็นทางลัดหนึ่งในการชะลอวัย ที่ไม่ใช่แค่ กาย ใจ แต่ไปถึงจิตวิญญาณ ส่วนผู้ที่มักมีความโกรธจะเหมือนคนนั่งดื่มยาพิษ หรือคนที่พยายามจัดระเบียบโลก คนนั้นจะทุกข์ที่สุด เพราะฉะนั้นหากทำไม่ได้ให้ปล่อยไป รวมถึงเรื่องของการกินชะลอวัย อาหารที่ดีที่สุดคืออาหารที่กินตอนมีความสุข ดังนั้นการใช้ชีวิตที่เป็นศาสตร์แห่งการชะลอวัย จึงเริ่มจากการมี” สุนทรียะ” ที่มาจาก กาย+ใจ+จิตวิญญาณ จากตัวของเราเอง เพราะนักเขียนที่เก่งที่สุด อาจไม่ต้องจบอักษรศาสตร์ และ เชพที่ปรุงอาหารอร่อยที่สุด อาจเป็นหมอก็ได้
สำหรับหลักสูตรสุนทรียศาสตร์และศิลป์สำหรับผู้บริหารระดับสูง หรือ Aesthetics Top Art เป็นหลักสูตรที่เกิดจากความร่วมมือของสมาคมสุนทรียศาสตร์และศิลป์กับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้จากศักยภาพของสองสถาบัน มุ่งสร้างความเข้าใจเชิงลึกด้านสุนทรียศาสตร์และศิลป์ ที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการ ศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน