บาจา ประเทศไทยพร้อมรุกตลาดรองเท้าทุกเซ็กเมนต์

ประชาสัมพันธ์20 ก.ค. 2565 • 00:48 น.
บาจา ประเทศไทยพร้อมรุกตลาดรองเท้าทุกเซ็กเมนต์

ท่ามกลางความท้าทายที่คาดไม่ถึง ทั้งการเผชิญหน้ากับสถานการณ์โควิด-19 และโจทย์ของแบรนด์บาจาที่ผูกพันกับผู้บริโภคมานานกว่า 128 ปี ซึ่งยึดมั่นแนวคิด Survival of the Fittest  แบรนด์รองเท้าสวมใส่สบายแต่มีสไตล์ ในราคาที่จับต้องได้ เตรียมรุกแพลตฟอร์ม Omni Channel เชื่อมโยงประสบการณ์ผสานออนไลน์&ออฟไลน์ หวังมัดใจลูกค้าฐานเดิม พร้อมขยายฐานใหม่ มุ่งสู่ความเป็นรองเท้าที่ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทุกเพศทุกวัย ก้าวข้ามภาพจำเดิม สู่แบรนด์รองเท้าคุณภาพที่มีสไตล์ สวมใส่ได้ทุกวันพร้อมดัน “วิลาสินี ภาณุรัตน์” นั่งแท่นผู้บริหารหญิงคนแรกของ บาจา ประเทศไทย 

ซึ่งนางสาววิลาสินี ภาณุรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บาจา (ประเทศไทย) จำกัด คีย์โกรทไดร์ฟเวอร์ (Key Growth Driver) ของบาจา ประเทศไทย ได้กล่าวถึงทิศทางของบาจา ประเทศไทย หลังผ่านวิกฤติโควิด-19 ว่า เมื่อโลกเปลี่ยน พฤติกรรมการสวมใส่รองเท้าก็ไม่เหมือนเดิมเช่นกัน ดังนั้นบาจาจึงต้องการสร้างภาพจำใหม่ให้ชัดเจนมากขึ้น ด้วยการเริ่มต้นแคมเปญ Surprisingly Bata

โดยแคมเปญดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่ปี 2564 และได้สานต่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในช่วงปลายปี 2565 นี้ ด้วยวิสัยทัศน์ของบาจาประเทศไทย คือ การนำแบรนด์ดีเอ็นเอที่มีความสบายอย่างมีสไตล์ Comfort with Style มาถ่ายทอดสื่อสารแบบใหม่ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มเติมจากฐานลูกค้าเก่าที่มีอยู่กว่า 2 ล้านคนในประเทศไทย ให้มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคุณแม่ และกลุ่มคนเจน X-Y ซึ่งเป็นแฟนของแบรนด์อย่างเหนียวแน่น  พร้อมกับตั้งเป้าขยายฐานเข้าไปสู่คนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้นึกถึง หรือยังไม่ได้เลือกสวมใส่บาจามาก่อน โดยมีสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี 

“ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเป็นปีแรกของวิกฤตโควิด-19 ในไทย แม้ว่าบาจาจะสามารถสร้างยอดขายได้หลักพันล้านบาท แต่ก็เป็นรายได้ที่ลดลงกว่า 38% เนื่องจากบาจาได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์โดยตรง แต่ในปีนี้ 2565 สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ทำให้นับตั้งแต่ช่วงเมษายน 2565 เป็นต้นมา ทุกอย่างกำลังเข้าสู่ภาวะปกติ ผู้บริโภคและลูกค้ากลับมาจับจ่ายภายในช็อปบาจาได้ตามปกติ ทำให้ยอดขายของบาจากลับมาเติบโตถึงกว่า 70% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว รวมถึงช่องทาง Online Sales ของบาจาที่มีการบุกตลาดอย่างจริงจัง ส่งผลให้ยอดขายมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง” นางสาววิลาสินี กล่าว

ในปัจจุบันตลาดและผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีนี้ จึงทำให้บาจามองว่าทิศทางทางการตลาดและการทำงานต่อไปของแบรนด์นั้น ผู้อยู่รอดคือผู้ที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด (Survival of the Fittest) เตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงแบบทันท่วงที ต้องบริหารจัดการให้พร้อมที่จะเรียนรู้ใหม่เสมอ

ทั้งนี้ นางสาววิลาสินี กล่าวว่า จากทิศทางการตลาดที่มีแนวโน้มดีขึ้น ทำให้บาจามีความมั่นใจในการนำสินค้าใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดได้อย่างเต็มที่ โดยในช่วงครึ่งปีหลัง 2565 ได้เตรียมปล่อยคอลเล็กชั่นใหม่ออกมาอีกหลายไลน์สินค้าในทุกหมวด พร้อมกับการรุกตลาดที่มีความเข้มข้นและหลากหลายมากขึ้น ทั้ง CRM Loyalty Campaign และ Omni Channel Strategy ผสมผสานช่องทางการขายเข้าด้วยกัน เพื่อมอบประสบการณ์การซื้อให้กับลูกค้าอย่างดีที่สุด

อีกทั้งยังมีการใช้ดาต้าลูกค้าที่มีอยู่มาทำ CRM Loyalty Campaign ให้มากขึ้น เพื่อรักษาฐานลูกค้าประจำ ขณะเดียวกันก็จริงจังในการสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มใหม่ ผ่านทางช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ตามกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเชื่อมประสบการณ์ของลูกค้าทั้งเก่าและใหม่แบบไร้รอยต่อ ผ่าน Omni Channel Strategy ของเราด้วยระบบ Automation Tools ต่าง ๆ ซึ่งกลยุทธ์นี้จะเร่งทำให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

ขณะที่เวลานี้บาจามีช่องทางการจัดจำหน่ายทางหน้าร้านของตัวเอง 229 ร้าน ร้านแฟรนไชส์  6 ร้าน ผ่านทางช่องทางออนไลน์จาก bata.co.th รวมถึงช่องทางอี-มาร์เก็ตเพลส มี Official Stores ทั้งบน Lazada และ Shopee ทำให้คาดว่าสิ้นปีนี้บาจาจะเติบโตเกิน 65% เทียบจากปีที่แล้ว พร้อมตั้งเป้าเติบโตอย่างต่อเนื่องจากทั้งลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ จากแคมเปญล่าสุด และการบุกช่องทางขายครบวงจรในปีหน้าอีกแน่นอนผู้ที่สนใจสามารถสอบถามสินค้าได้ที่ร้านบาจา หรือทางเว็บไซต์ https://www.bata.co.th/และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ