"นักวิชาการ"ระบุแผนฯควบคุมยาสูบแห่งชาติ ฉบับที่ 3 เป็นเครื่องมือสำคัญป้องกันนักสูบหน้าใหม่

ประชาสัมพันธ์24 ก.พ. 2565 • 05:36 น.
"นักวิชาการ"ระบุแผนฯควบคุมยาสูบแห่งชาติ ฉบับที่ 3 เป็นเครื่องมือสำคัญป้องกันนักสูบหน้าใหม่
ผศ.ดร.ลักขณา เติมศิริกุลชัย ประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์ที่ 2 ป้องกันมิให้เกิดผู้เสพยาสูบรายใหม่และเฝ้าระวังธุรกิจยาสูบที่มุ่งเป้าไปยังเด็ก เยาวชน และนักสูบหน้าใหม่ ตามแผนปฏิบัติการด้านการควบคุมยาสูบแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2565-2570) กล่าวในงานเสวนาวิชาการ “การจัดการปัจจัยเสี่ยงปัญหาบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชน จัดโดย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” โดยให้ข้อมูลว่า แผนปฏิบัติการด้านการควบคุมยาสูบแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2565-2570) เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ของสังคมไทย และแผนดังกล่าวเพิ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปเมื่อวันที่ 15 กพ. 2565 โดยยุทธศาสตร์ที่ 2 ป้องกันมิให้เกิดผู้เสพยาสูบรายใหม่และเฝ้าระวังธุรกิจยาสูบฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันนักสูบหน้าใหม่ โดยการให้ความรู้ ความตระหนักถึงภาวะเสพติดและพิษภัยร้ายแรงของผลิตภัณฑ์ยาสูบ จำกัดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบ เฝ้าระวังธุรกิจยาสูบและผู้เกี่ยวข้อง ผศ.ดร.ลักขณา กล่าวด้วยว่า ในแผนดังกล่าว ตั้งเป้าหมายว่าสิ้นปี 2570 ความชุกของการสูบบุหรี่ในเยาวชน (15 – 19 ปี) จะไม่เกินร้อยละ 8 เด็ก เยาวชนและประชาชนมีความรู้ ความตระหนักในเรื่องพิษภัยยาสูบ และรู้เท่าทันกลยุทธ์ของธุรกิจยาสูบ สถานศึกษาทุกแห่ง และในสถานที่สาธารณะที่เป็นเขตปลอดบุหรี่มีการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด การเข้าถึงบุหรี่ของเด็กและเยาวชนลดลง มีระบบการเฝ้าระวังกลยุทธ์ของธุรกิจยาสูบในสถานศึกษา ชุมชนและกลุ่มเยาวชน มีการดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งเครือข่ายในชุมชนและสังคมมีความเข้มแข็งในการป้องกันเยาวชนจากการสูบบุหรี่ รวมทั้งบุหรี่ไฟฟ้าด้วย ทั้งนี้จึงต้องการการร่วมแรงร่วมใจจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและสื่อสารมวลชนในการสร้างความรู้ความตระหนัก เรื่องพิษภัยบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งการเฝ้าระวังธุรกิจยาสูบในในการทำการตลาดกับกลุ่มเยาวชนและแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบในรูปแบบต่างๆด้วย ด้านรศ.ดร.สสิธร เทพตระการพร คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าในการสร้างสุขภาวะให้เกิดขึ้นกับประชาชน รวมถึงเด็กและเยาวชนที่จะเป็นอนาคตสำคัญของประเทศชาติ ดังปณิธานของคณะที่ว่า “นักสาธารณสุขศาสตร์เพื่อสังคม” โดยมุ่งหมายที่จะลดปัจจัยเสี่ยงทั้งหลายที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพให้ได้มากที่สุด ในขณะนี้ ทางคณะฯ ได้มีการจัดตั้งหน่วยวิชาการบ่มเพาะเครือข่ายนักจัดการปัจจัยเสี่ยง หรือทีม TUNONICOTINE ขึ้นมาภายใต้ คณะฯ ซึ่งจะมุ่งเน้นการสร้างนักสาธารณสุขรุ่นใหม่ให้มีทักษะในเรื่องการจัดการปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ โดยเฉพาะจุดเน้นประเด็นเรื่องการควบคุม บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ตลอดจนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ประเด็นการควบคุมยาสูบเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ทางคณะฯ ได้พัฒนาความร่วมมือทางวิชาการกับภาคีเครือข่ายทางด้านการควบคุมยาสูบของประเทศ อาทิ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ศูนย์พัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านการควบคุมยาสูบ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย ทีมชวนช่วยเลิกบุหรี่ ตลอดจนภาคีคณะสาธารณสุขศาสตร์ต่างๆ ทั่วประเทศ ที่พร้อมสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนสุขภาวะให้เด็กและเยาวชนของประเทศไทยปลอดจากบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าไปด้วยกัน ขณะที่ อ.ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ผู้จัดการ โครงการหน่วยวิชาการบ่มเพาะเครือข่ายนักจัดการปัจจัยเสี่ยง (TUNONICOTINE) คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทย พบสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าเริ่มเข้ามาระบาดในกลุ่มเด็กนักเรียน จากรายงานสำรวจสุขภาพของนักเรียนชั้นมัธยมต้นของไทยอายุ 13-15 ปี โดยองค์การอนามัยโลก หรือ Global School-based Student Health Survey ปี พ.ศ. 2564 พบเด็กนักเรียนใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2558 โดยเพิ่มขึ้นจาก 13.8% เป็น 14.7% โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าที่เพิ่มจาก 3.3% เป็น 8.1% ซึ่งเด็กนักเรียนส่วนใหญ่มักจะมีความเชื่อที่ผิด ๆ เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า เช่น เชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตราย ไม่เสพติด ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้านับเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่มีผลกระทบต่อสุขภาพเด็กและเยาวชนโดยตรง ทางทีม TUNONICOTINE จึงได้ทำโครงการพัฒนาศักยภาพและสร้างภาคีเครือข่าย ร่วมกับ อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์รุ่นใหม่จาก มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยรามคำแหง สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข และ ม.ราชภัฏร้อยเอ็ด โดยมุ่งเน้น การสร้างนักสาธารณสุขรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพและทักษะที่จำเป็นในการเท่าทันและสามารถตอบโต้กับกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ เช่น บริษัทบุหรี่ ได้เป็นต้น ทั้งนี้ ทาง ทีม TUNONICOTINE ขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายการคงไว้ซึ่งมาตรการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเช่นเดียวกันกับกระทรวงศึกษาธิการ และขอขอบคุณทางกระทรวงศึกษาธิการที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าที่เป็นภัยสาธารณสุขใหม่ที่กำลังคุกคามเด็กและเยาวชนไทยในขณะนี้