ทิศทางการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกใหม่ จับตามองอย่างใกล้ชิด ระหว่าง สหรัฐฯ กับ จีน

ประชาสัมพันธ์10 พ.ค. 2566 • 13:33 น.
ทิศทางการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกใหม่ จับตามองอย่างใกล้ชิด ระหว่าง สหรัฐฯ กับ จีน

ทิศทางการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกใหม่ เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ระหว่าง สหรัฐ มหาอำนาจเก่าและ จีน มหาอำนาจใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาจีนได้เปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญมาอย่างต่อเนื่องกว่า 100 ปี  มีเป้าหมายมุ่งสู่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ภายใต้สถานการณ์ใหม่ แนวคิดใหม่และรูปแบบใหม่ 

“ ยุทธศาสตร์จีนในบริบทใหม่ กับการจัดระเบียบโลกใหม่” เป็นหัวข้อหลักในการบรรยายของ ศ.(พิเศษ) วิบูลย์ ตั้งกิตติภาภรณ์ อาจารย์พิเศษกองวิชาประวัติศาสตร์ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ให้ผู้เข้ารับการศึกษาหลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน หรือ วทจ.รุ่นที่ 5 โดยมีขอบเขตเนื้อหาเกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของจีนในช่วง 100 ปี ,ยุทธศาสตร์จีนในบริบทใหม่ตามเจตนารมย์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 20 และความท้าทายของการจัดระเบียบโลกใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน 

การเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์แบ่งเป็น 3 ช่วง โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญช่วง 100 ปี มีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อปลดปล่อยประเทศจีนจากระบบทุนนิยมสู่สังคมนิยม เป้าหมายคือ ประชาชนมั่งคั่งด้วยกัน 

หลังปลดปล่อยประเทศปี 1949 มีการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ครั้งที่ 1 เป็นการล้มล้างระบบทุนนิยม มีแนวคิด ยึดความมั่งคั่งจากคนรวยมาเฉลี่ยให้คนจนมั่งคั่งเสมอหน้ากัน ใช้ทฤษฎีชี้นำคือลัทธิมาร์คซิสต์ กับ ความคิดเหมาเจ๋อตุง ซึ่งเมื่ออยู่ในมือชนชั้นกรรมาชีพความสามารถในการสร้างความมั่งคั่งสู้ระบบทุนนิยมไม่ได้ผลลัพธ์ที่ได้คือ เฉลี่ยความยากจนอย่างเสมอภาคกัน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ใหม่ครั้งที่ 2 ในปี 1981 เปลี่ยนโฉมจากยุคคอมมิวนิสต์สู่ยุคสังคมนิยมที่มีอัตลักษณ์แบบจีน เพื่อประคับประคองประเทศให้ไปได้  และมีการเปลี่ยนแปลงแบบหักมุม ด้วยนโยบายเศรษฐกิจการตลาด เพื่อ สร้างคนรวยส่วนหนึ่งรวยค่อยช่วยคนส่วนอื่นรวยตาม โดยใช้ทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง ,ความคิดสามตัวแทน และวิสัยทัศน์การพัฒนาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นการสร้างคนรวยมาช่วยคนจน เน้นการสร้างความมั่งคั่งเป็นหลัก การจัดสรรแบ่งปันเป็นรอง ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนใหญ่เป็นอันดับ2 อุตสาหกรรมใหญ่เป็นอันดับ1 การค้าใหญ่เป็นอันดับ 1 และเงินทุนสำรองอันดับ 1 แต่ผลลัพธ์ที่สำคัญคือ รวยกระจุก จนกระจาย 

การเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ครั้งที่ 3 จึงเกิดขึ้นในช่วงปี 2011-2035 เป็นยุทธศาสตร์มุ่งสู่สังคมนิยมที่มีอัตลักษณ์แบบจีนยุคใหม่ ด้วยแนวคิด มั่งคั่งอย่างมีคุณภาพ แบ่งปันอย่างเป็นธรรม เน้นความมั่งคั่งยั่งยืน การแบ่งปันต้องชัดเจน  ยุทธศาสตร์คือ “รวยแล้วต้องแบ่งปัน” เป้าหมายคือ ความรวยต้องไม่กระจุก ความจนต้องไม่กระจาย คนส่วนใหญ่ต้องมั่งคั่งด้วยกัน เห็นได้จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13 ที่เริ่มปี 2016 -2020 จีนเริ่มเปลี่ยนโฉมระบบกลไกและรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจ ให้สอดคล้องกับภาวะปกติในสถานการณ์ใหม่ หรือ NEW NORMAL ยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการพัฒนาด้วย การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจด้านอุปทานให้ทันกับยุคสมัย ส่วนการปฏิรูปโครงสร้างเสรษฐกิจด้านอุปสงค์ ได้แก่ นโยบายการพัฒนาเมืองในรูปแบบใหม่ ส่งเสริมการพัฒนาให้มีความสมดุลระหว่างภูมิภาค อัตราความเจริญในความเป็นเมืองของจีนในรูปแบบใหม่ คือศักยภาพในการขยายอุปสงค์ภายในประเทศของจีน 

โดยในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 14 ในปี 2021-2025 เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ของจีนในบริบทใหม่ มีเป้าหมายมุ่งสู่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ภายใต้สถานการณ์ใหม่ แนวคิดใหม่ และรูปแบบใหม่ โดยกำหนด 5 ยุทธศาสตร์ใหม่ ได้แก่ ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในเป็นหลัก ควบคู่กับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในและเศรษฐกิจหมุนเวียนภายนอกแบบคู่ขนาน,การบรรลุเป้ากรอบเวลาจุดสูงสุดของการปล่อยคาร์บอนและความเป็นกลางทางคาร์บอนเรือนกระจก,การพัฒนาความเป็นเมืองรูปแบบใหม่,การเป็นผู้นำนวัตกรรมเทคโนโลยี,การบรรลุความมั่งคั่งด้วยกัน ดังนั้นนับแต่ปี 2021 เป็นต้นไป จีนจะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างความมั่งคั่งในรูปแบบใหม่ โดยการเพิ่มความมั่งคั่งให้ใหญ่ขึ้น จัดการแบ่งสันปันส่วนให้สมเหตุสมผล เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำให้น้อยลง และในขณะเดียวกัน ต้องรักษาประสิทธิภาพของการพัฒนาเศรษฐกิจให้มีคุณภาพและยั่งยืน บทสรุปการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ครั้งที่ 3 จึงเป็นแนวคิด กำกับคนรวย แบ่งปันคนจน

เมื่อถึงปี 2035 ประเทศจีน จะสามารถเพิ่มจำนวนผู้มีรายได้ปานกลางจาก 400 ล้านคน เป็น 800 ล้านคน ,จะสามารถลดจำนวนผู้มีรายได้น้อยจาก 600 ล้านคนเหลือ 300 ล้านคน ,อำนาจบริโภคภายในประเทศจะเป็นศักยภาพที่มหาศาล ในการผลักดันระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในอย่างมีประสิทธิภาพ, GDPต่อหัวและของประเทศจะสูงขึ้น

ยุทธศาสตร์จากการเปลี่ยนแปลง 3 ครั้ง ทำให้ประเทศจีนยืนขึ้นมาได้ รวยขึ้นมาได้และแกร่งขึ้นมาได้  และนับจากนี้เป็นต้นไป การต่างประเทศของจีนในยุคใหม่ต้องเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาดมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ใหม่ เพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติอย่างเด็ดเดี่ยว ต้องยืนหยัดรักษาสันติภาพโลกและสร้างบทใหม่ด้านการต่างประเทศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของจีนยุคใหม่

การเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกใหม่นั้น สหรัฐในฐานะของการเป็นมหาอำนาจเก่ากำลังอยู่ในภาวะถดถอย ขณะที่จีนเป็นมหาอำนาจใหม่ กำลังอยู่ในภาวะทะยานขึ้นโดยสหรัฐใช้ระบบทุนนิยมในการแสวงหาความมั่งคั่งให้ตนเอง ส่วนจีนใช้ระบบสังคมนิยมเศรษฐกิจการตลาดสร้างความมั่งคั่งให้ตนเอง

สำหรับการศึกษาหลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน หรือ วทจ. เป็นหลักสูตรที่เกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติโดยมีนายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยหัวเฉียวฯ เป็น ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบัน วทจ.