"เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ" ว่าที่ผู้ส.ส.กทม. เขตยานนาวา บางคอแหลม พท. กับแนวคิด การขับเคลื่อนไทยเป็น "Medical Hub"

ประชาสัมพันธ์25 ก.ย. 2565 • 05:30 น.
"เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ" ว่าที่ผู้ส.ส.กทม. เขตยานนาวา บางคอแหลม พท. กับแนวคิด การขับเคลื่อนไทยเป็น "Medical Hub"

วันที่ 25 ก.ย.65 ได้เวลาเดินหน้าเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งอย่างเต็มตัวกันแล้ว สำหรับพรรคการเมืองไทย ภายหลัง กกต.ประกาศระเบียบว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. ภายหลังเข้าสู่ระยะ 180 วันก่อนครบวาระรัฐบาล 22 มี.ค.2566 

หลายพรรคการเมืองเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ที่รอบนี้ประกาศแลนด์สไลด์เพื่อจัดตั้งรัฐบาล 

สนาม กทม.เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่พรรคเพื่อไทยคาดหวังจะได้เก้าอี้ ส ส.เพิ่มเติม เพราะประสบความสำเร็จจากการเลือกตั้ง ส.ก.ที่ผ่านมา ซึ่งคว้ามาได้ถึง 20 เขต  ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.ของพรรคเพื่อไทยรอบนี้ จึงผ่านการคัดเลือก มาเป็นอย่างดี 

ยกตัวอย่าง "เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ" ว่าที่ผู้ส.ส.กทม. เขตยานนาวา บางคอแหลม นักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรงมากความสามารถที่ขอเดินตามรอยคุณพ่อ "พงษ์พิสุทธ์ จินตโสภณ"อดีต ส.ส.กทม.เขตบางคอแหลม เพราะเธอเล็งเห็นศักยภาพและโอกาสของประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ที่สามารถเป็นศูนย์กลางการรักษาทางการแพทย์ (Medical Hub) และจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism)ของโลก  ซึ่งสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้

"เพ็ญพิสุทธิ์" บอกว่า เรามีความพร้อมด้านสถานพยาบาล ความเชี่ยวชาญบุคลากรทางแพทย์  ค่ารักษาทางการแพทย์ ที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อันดับต้นๆ  และที่สำคัญการบริการของคนไทยที่มี Service Mind ซี่งนับว่าเป็นเสน่ห์ของการมารักษาและการดูแลสุขภาพป้องกันและฟื้นฟู (Prevention & Wellness) ที่ประเทศไทย  จนถึงปัจจุบันนี้ การเติบโตการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Medical Tourism ของประเทศไทยนั้นเติบโตเป็นอย่างมาก นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี 

แต่ไทยเรายังมีข้อจำกัดเรื่องอัตราการผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ในประเทศ ที่ยังคงพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เป็นผลทำให้เสียโอกาสและเม็ดเงินรั่วไหลออกจากประเทศเป็นจำนวนมหาศาล โดยตัวเลขการพึ่งพิงการนำเข้าเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์คิดเป็น สัดส่วนกว่า 80% ของมูลค่าตลาดเครื่องมือในประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะประเทศไทยเมื่อมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอยู่แล้ว ในขณะเดียวกันควรเน้นการผลิตเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยี ให้สูงทัดเทียมชั้นนำของโลก  และประเทศไทยนั้นมีนักท่องเที่ยวเข้ามารักษาบริการทางด้านศัลยกรรมและทันตกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยข้อกฎหมายทำยังให้เกิดข้อจำกัดมากมายกับการแข่งขันในเวทีโลก

ซึ่งรัฐควรสนับสนุนในด้านงานวิจัย ให้ความสำคัญในนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่ผ่านมาเห็นได้ว่ามีงานวิจัยดีๆ มากมาย แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนและผลักดันให้งานวิจัยนั้นๆออกมาเป็นเครื่องมือหรือสินค้าที่จะมานำมาขายได้จริงในตลาดโลก  ยิ่งไปกว่านั้นรัฐควรนำนวัตกรรม เทคโนโลยี และประโยชน์จากบล็อกเชนเข้าสู่วงการทางการแพทย์มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานธุรกิจ เช่น การสร้างความรวดเร็วในการให้บริการผ่านเทคโนโลยี หรือใช้ประโยชน์จากบล็อกเชนในการเก็บข้อมูลการรักษาของคนไข้เพื่อลดขั้นตอน ลดระยะเวลาในการค้นประวัติการรักษา  หรือสร้างพันธมิตรกับกลุ่ม Heath Tech Startup  ให้การลงทุนในกลุ่มนี้ให้ใหญ่มากขึ้น เพื่อชูจุดแข็งศักยภาพด้าน Medical Hub และต่อยอดด้าน Heath Tech  นำมาขับเคลื่อนเพื่อต่อสู้กับพิษเศรษฐกิจ และนำพาเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้ 

และนี่เป็นหนึ่งในหลายๆเรื่องที่เธอต้องการผลักดัน หากได้รับเลือกตั้ง เป็น ส.ส.