นายก อบต.พยอมสำนึกผิด ขอโทษ"รองหนุ่ม"ที่หมิ่นประมาท
วันที่ 21 ก.ย.67 ที่ สภ วังน้อย จ. พระนครศรีอยุธยา ประชาชนเดินทางมารวมตัวกัน เพื่อให้กำลังใจนายสำพราน หมั่นมาก อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพยอม และ นายศุภวิชญ์ กันต์สุข ทนายความ กรณีที่นายธนะโรจน์ ธนาชัยกุลไพศาล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพยอมและ นายชณะทัต ปัทมะภูวดล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพยอม กล่าวหาออกสื่อว่านายสำพราน หมั่นมาก เป็นผู้มีอิทธิพล ข่มขู่ พกปืน ทำตัวเป็นมาเฟีย จนมีการฟ้องร้องกันเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย ในช่วงเดือนมกราคม 2567 ที่ผ่านมา จนเรื่องดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จนถึงปัจจุบันศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ให้ทั้งสองฝ่ายไกล่เกลี่ยกัน เพราะได้รับประทับมูลฟ้องของนายสำพราน หมั่นมาก ที่เป็นโจทย์ฟ้องนายธนะโรจน์ ธนาชัยกูลไพศาลและนายชณะทัต ปัทมะภูวดล ในข้อหาหมิ่นประมาทออกสื่อ ใส่ข้อมูลอันเป็นเท็จลงสู่คอมพิวเตอร์ ทำให้นายสำพราน หมั่นมาก เสื่อมเสียชื่อเสียง.
จนมาถึงวันที่ 21 กันยายน 2567 ฝ่ายที่ถูกฟ้องได้มีการนัดหมายเพื่อขอโทษ ขอขมา นายสำพราน หมั่นมาก ที่สถานีตำรวจภูธรวังน้อย โดยมีประชาชนและสื่อมวลชนเป็นพยาน ซึ่งนายสำพราน หมั่นมาก เมื่อได้รับคำขอโทษ ขอขมาจากนายธนะโรจน์ ธนาชัยกุลไพศาล แล้วก็ให้อภัย ไม่ติดใจอะไรกัน เพราะเป็นเพื่อนกัน แต่ในส่วนของนายชณทัต ปัทมะภูวดล ได้กล่าวคำขอโทษ ต่อนายสำพราน หมั่นมาก จริงแต่นายสำพราน หมั่นมาก และชาวบ้านบางส่วนยังติดใจอยู่เพราะรู้สึกว่า นายชณทัต ปัทมะภูวดล ไม่ได้กล่าวคำขอโทษ ขอขมา มาจากใจจริงๆ
ส่วนเรื่องที่นายธนะโรจน์ ธนาชัยกุลไพศาล และ นายชณทัต ปัทมะภูวดล ได้ฟ้องนายสำพราน หมั่นมาก ข้อหาผู้มีอิทธิพล อั้งยี่ และ ข่มขืนจิตใจ เมื่อต้นปีนั้น พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีความเห็นสั่งไม่ฟ้องเนื่องจากเรื่องดังกล่าวไม่มีมูล ไม่มีพยานหลักฐาน อัยการสั่งไม่ฟ้อง ให้คู่กรณีทั้ง 2 คน ให้มาขอขมากันที่โรงพัก สภ.วังน้อย ต่อหน้าสื่อมวลชน และ ต่อหน้าประชาชน นายศุภวิชญ์ ทนายความ ผู้เสียหาย กล่าวว่า ยังไงเราไม่รู้หรอกในใจเขาคิดยังไง อันนี้พูดโดยหลักเจตนา คำพูดหน้าตาเขาอาจจะพูด เราอาจสงสัย ว่ามันออกมาจากเจตนาจริงๆ หรือเปล่า เราก็ไม่รู้แต่ในเมื่อคำพูด ที่พูดมาในห้องประชุมเขายอมรับประโยคหนึ่งว่าสิ่งที่เขาทำมามันเป็นความผิด โดยไม่ได้ใช้คำว่าเข้าใจผิดนะ เป็นสิ่งที่เขาทำความผิดทำให้เสียหายต่อชื่อเสียง ฉะนั้นคำว่าเขาสำนึกในการกระทำผิด ย่อมรวมถึงการที่เขาเคยกล่าวหาว่าลูกความของตนเป็นผู้มีอิทธิพล เป็นมาเฟียเป็นมือปืน นั่นคือไม่เป็นความจริง แต่ถ้าเราจะมาขยายทุกประเด็น มันจะยาวไปและหลักฐานก็เห็นว่าไม่มีปืนจริงๆเขาก็ยอมรับในห้อง ว่าเป็นเป็นโทรศัพท์ 2 เครื่อง
นายศุภวิชญ์ กล่าวอีกว่าที่ห้องประขุมเขายอมรับว่าเรามาตกลงกันที่โรงพัก และวันจันทร์ที่ 23 นี้ ต้องไปที่ศาลเพื่อไกล่เกลี่ยกันอีกครั้งทั้งสองฝ่าย ถ้าตกลงกันได้ก็จะทำเรื่องยื่นคำร้องถอนฟ้อง โดยเฉพาะนายก อบต. ส่วนอีกคนถ้าลูกความตนติดใจก็ให้เขาไปแถลงต่อศาลเช่นเดียวกัน ว่าที่เขายังติดใจหรือว่าติดขัดตรงไหน เพราะตอนนี้อีกฝ่ายกลับไปแล้ว ส่วนเรื่องที่ว่าไม่จริงใจ หรืออะไร ตนไม่ทราบนะว่าจริงใจหรือไม่จริงใจ ผมอยากให้คดีจบ อีกคนเขาพูดแล้ว เอาไว้รอวันที่ 23 อีกที่ไปแถลงศาลอีกครั้งหนึ่งดังกล่าว